
(3 ก.พ. 2569) เวลา 10.00 น. นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ในฐานะตัวแทนคณะรวมพลังแผ่นดิน เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อท้วงติงและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการดำเนินการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายพิชิต เปิดเผยว่า การมายื่นหนังสือในวันนี้เกิดจากการหารือและประชุมร่วมกันของคณะรวมพลังแผ่นดิน โดยเห็นพ้องให้ คปท. ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการยื่นท้วงติงต่อ กกต. ไว้ก่อน เนื่องจากมีข้อสงสัยต่อแนวทางการจัดทำประชามติ ซึ่งมองว่ามีลักษณะเป็นการชี้นำประชาชนไปในทิศทางเดียว คล้ายกับการบังคับหรือขืนใจให้ประชาชนเห็นชอบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่
นายพิชิต ระบุว่า คณะรวมพลังแผ่นดินเห็นว่ารัฐธรรมนูญบางส่วนสามารถแก้ไขได้ แต่บางส่วนควรดำเนินการแก้ไขเป็นรายมาตรา แต่การประชาสัมพันธ์ในลักษณะ "ตีเช็คเปล่า" เท่ากับเป็นการชี้นำของ กกต. ให้ประชาชนเห็นชอบการแก้ไขทั้งฉบับ และทำให้ประชาชนมองว่ารัฐธรรมนูญมีความผิดทั้งฉบับ ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ผ่านการทำประชามติมาแล้วเช่นกัน
การชี้นำลักษณะนี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความไม่เข้าใจ เราในฐานะ คปท. และคณะรวมพลังแผ่นดินจึงขอมายื่นท้วงติงไว้ก่อน เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มีการทักท้วงอย่างเป็นทางการ
นายพิชิต ยังระบุด้วยว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจเข้าข่ายนำไปสู่การทำประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งฝ่ายกฎหมายของคณะรวมพลังแผ่นดินได้รวบรวมข้อเท็จจริงและตั้งข้อสังเกตไว้หลายประเด็น รวมถึงกรณีองค์กรเอกชนอย่างไอลอว์ (iLaw) ที่มีการแสดงความเห็นหรือสื่อสารในลักษณะชี้นำว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากหลักการทำประชามติต้องไม่มีการชี้นำไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีความห่วงใยต่อประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีความจำเป็น โดยเฉพาะในประเด็นการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและความผิดด้านจริยธรรม หากมีการประกาศจัดทำประชามติโดยไม่มีเนื้อหาการแก้ไขที่ชัดเจน แต่กลับชี้นำให้เห็นชอบ เท่ากับเป็นการล้มรัฐธรรมนูญโดยพฤตินัย
นายพิชิต ยังตั้งข้อสังเกตถึงผลในอนาคตว่า หากการทำประชามติผ่านไป จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดใดบ้าง โดยเฉพาะประเด็นการนิรโทษกรรมว่าจะเป็นการนิรโทษให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มนักโทษทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ควรได้รับคำชี้แจงอย่างละเอียดจาก กกต. รวมถึงควรมีการอธิบายความเข้าใจเบื้องต้นต่อประชาชนอย่างชัดเจน
ดังนั้น การมายื่นหนังสือในวันนี้จึงเป็นการยื่นทักท้วงในนามคณะรวมพลังแผ่นดิน เพื่อเป็นหลักฐานอย่างเป็นทางการ ส่วนแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายต่อไปนั้น จะมีการประชุมใหญ่และแถลงทิศทางอย่างชัดเจนในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ นี้
ขณะเดียวกัน นายพิชิต ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา ว่าได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของ กกต. อย่างชัดเจน และน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากพบปัญหาความไม่พร้อมและความไม่โปร่งใสหลายประการ รวมถึงกรณีที่ กกต. ไม่สามารถอธิบายข้อสงสัยในแต่ละประเด็นได้ ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลายครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ รวมถึงการทำประชามติ จะสามารถดำเนินการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใสเพียงใด
อีกหนึ่งประเด็นที่คณะรวมพลังแผ่นดินตั้งข้อสังเกต คือการแยกวันดำเนินการระหว่างการเลือกตั้งล่วงหน้าและการลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องแยกออกจากกัน ทั้งที่ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่สะดวกมาเลือกตั้งในวันดังกล่าว แต่กลับต้องเดินทางมาลงประชามติในวันที่ 8 อีกครั้ง ซึ่งอาจเข้าข่ายไม่ชอบหรือชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และเหตุใดจึงต้องแยกกระบวนการออกจากกัน
Advertisement