
วันที่ 28 ม.ค. 69 นาย เฉลิมพงศ์ แสงดี ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน กล่าวว่า ภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง แต่ละปีมีรายได้จากการท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่ามหาศาล สามารถจัดเก็บภาษีได้เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่งบประมาณกลับไม่ถูกจัดสรรลงมาให้ท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม และมีข้อจำกัดในการตัดสินใจ หลายเรื่องต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลางทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งที่มีศักยภาพพอที่จะจัดการตนเองได้โดยไม่ต้องรอใคร ไม่ว่าจะเป็นการบริการจัดการโครงสร้างพื้นฐานอย่างขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมสถานที่สำคัญ เช่น สนามบิน แหล่งท่องเที่ยว หน่วยราชการ การพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการยกระดับการศึกษา หรือการจัดการผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
“แม้จะมีข้อจำกัด แต่ภายใต้ต้นทุนที่เข้มแข็งของภูเก็ตที่ทำงานร่วมกันระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชน ทำให้เห็นว่ามีหลายเรื่องที่สามารถจัดการตนเองได้ เช่น โรงพยาบาล อบจ.ภูเก็ต ที่มีมาตรฐานและสนับสนุนระบบบริการสุขภาพ ช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาลรัฐ เครือข่ายรถโพธิ์ถ้องภูเก็ต ที่ทำให้มีขนส่งสาธารณะมากขึ้นในราคาไม่แพง ลดค่าครองชีพได้ สิ่งเหล่านี้หากมีการกระจายอำนาจให้ภูเก็ตจัดการตนเองจะสามารถทำให้ดีขึ้นได้อีกและเป็นการดีขึ้นอย่างยั่งยืน เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งยังจะสามารถเป็นต้นแบบให้การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอื่นนำประสบการณ์ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตัวเองได้อีกด้วย”
นายเฉลิมพงศ์ ยังกล่าวอีกว่า ยกตัวอย่างกรณีที่คาราคาซังและถูกดึงเวลาจากส่วนกลางเช่นกรณีทางด่วนและอุโมงค์ป่าตอง - กรทู้ เพื่อทำให้การเดินทางในภูเก็ตรวดเร็วขึ้น นอกจากเป็นเรื่องการคมนาคมของคนภูเก็ตที่ดีขึ้น สามารถบริหารเวลาซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญได้แล้ว ยังเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเพื่อรองรับและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งเรื่องนี้มีการผลักดันไปจากจังหวัด คืบหน้าไปตามลำดับ ศุกษารับฟังความเห็นครบถ้วนรอบด้านแล้ว แต่พอถึงมือรัฐมนตรีพิพัฒน์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย กลับชักเข้าชักออก ขอปรับแผนใหม่ สั่งศึกษาใหม่วนเวียนไปโครงการไม่เกิด อย่างไรก็ตาม ตนจะติดตามทวงถามและผลักดันเรื่องนี้ต่อไป
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวอีกว่า เป็นเวลาเกือบ 3 ทศวรรษแล้วที่มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น แต่ในภาคปฏิบัติการกระจายงบประมาณยังไม่ถึงร้อยละ 30 หรือแทบไม่ได้ขยับ ส่วนอำนาจในการบริหารจัดการซึ่งควรให้ท้องถิ่นตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่และบริหารจัดการทรัพยากรของตัวเองได้ ยังคงหวงไว้ที่ส่วนกลาง และกระจุกอยู่ตามกระทรวงต่างๆ นั่นเพราะนักการเมืองแบบเดิมกลัวว่าในเมื่อลงทุนเยอะจนต่อรองได้เก้าอี้รัฐมนตรีมาแล้วหากไม่มีอำนาจและงบประมาณในมือก็ไม่มีประโยชน์จึงไม่ยอมกระจายอำนาจ ฉุดรั้งการเติบโตของพื้นที่และล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศจากการมีท้องถิ่นที่แข็งแรงเป็นรากฐาน
“นี่คือเหตุผลที่ต้องเลือกพรรคประชาชนเพื่อไปทลายรัฐข้าราชการรวมศูนย์และกระจายอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองใหม่ หากภูเก็ตสามารถจัดการตนเองได้จะไม่ใช่เพียงแค่ความรวดเร็วในการบริหารจัดการเท่านั้น แต่คือการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งเมืองที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี ย่อมหมายถึงความสุข รอยยิ้ม และความปลอดภัย เป็นเสน่ห์ที่แท้จริงในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจของภูเก็ตให้ยั่งยืน” นาย เฉลิมพงศ์ ระบุ
Advertisement