
16 มกราคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี ผู้ผลักดันนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ พร้อมคณะ เดินทางเข้าพบเพื่อปรึกษาหารือกับทีมผู้บริหาร และบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลสวนเบญจกิติ เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา (หรือโรงพยาบาลโรงงานยาสูบ) ถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาล เพื่อยกเครื่องการบริการสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร บรรยากาศเต็มไปด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะผู้บริหารและบุคลากรทางการแพทย์
เป้าหมายของนโยบายนี้คือการเพิ่มศักยภาพการบริการด้านสาธารณสุขให้กับกรุงเทพมหานคร โดยการผลักดันให้เกิดโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ ขนาด 120 เตียง ครบทุกเขตเพื่อรองรับผู้ป่วยทั่วไปในแต่ละพื้นที่อย่างทั่วถึง และยังจะสามารถช่วยลดภาระโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งต้องรับภาระผู้ป่วยหนักจากทั่วประเทศ นโยบายนี้ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่จะผลักดันควบคู่ไปกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่่ด้วย AI ของพรรคเพื่อไทย
โดย ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เล็งเห็นความสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ในส่วนระบบสาธารณสุขได้มุ่งเป้าไปที่การยกระดับสาธารณสุข จาก 30 บาทรักษาทุกที่เป็น 30 บาท AI ที่จะยกเครื่องแบบบูรณาการ จากการลงพื้นที่คลองเตย พบว่าประชาชนใน กทม. ยังมีปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขยังไม่เพียงพอ
ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยจึงมีแนวทางในการเดินหน้าใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือในการให้บริการประชาชน พร้อมอัพสกิลรีสกิลบุคลากร
ศ.ดร.ยศชนัน ระบุการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีจะสร้างโอกาส ในการทำให้ชาว กทม. เข้าถึงการรักษาที่ดี นักท่องเที่ยวก็มีความอุ่นใจกับระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งสิ่งสำคัญอยากให้บุคลากรทางแพทย์มีกำลังใจ ที่ทำให้ให้คนในชุมชนรู้สึกมีความหวังในการเข้าถึงโรงพยาบาลของที่มีประสิทธิภาพ วันนี้จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ได้มาหารือในการหาแนวทางยกสาธารณะสุขในพื้นที่ กทม.
ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้ผลักดันนโยบาย 30 บาทรักษาโรค กล่าวว่า สมัยโควิด-19 ระบาดใน กทม. ที่เป็นภาพสะท้อนการเข้าถึงการรักษาที่ยากมาก ขณะที่ตามพื้นที่ต่างจังหวัด มีโรงพยาบาลรองรับทั้งในระดับชุมชนและระดับอำเภอไปจึงถึงระดับจังหวัด
ซึ่งในสมัยรัฐบาลนายกฯเศรษฐา-แพทองธาร ได้เล็งเห็นปัญหาเหล่านี้ โดยเคยหารือโรงพยาบาลสังกัดภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยนอกเขต ในวันนี้จึงมาหารือเพื่อหาแนวทางเพื่อพัฒนาศักยภาพ และแนวทางในการรองรับผู้ป่วยในแต่ละเขต
สำหรับ การขับเคลื่อนนโยบายนี้เกิดขึ้นจากปัญหาที่พื้นที่กรุงเทพกรุงเทพมหานคร ยังขาดโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิที่เพียงพอต่อจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ ที่มีมากกว่า 5 ล้านคน และกว่า 10 ล้านคน หากรวมประชากรแฝงที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นชัดเจนในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้จนทำให้เกิดการสูญเสียอย่างไม่ควรจะเป็น เนื่องจากไม่มีโรงพยาบาลรองรับจำนวนผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ
โดยพรรคเพื่อไทยมีแนวทางเบื้องต้นในการขับเคลื่อนนโยบาย 3 ด้าน คือ
ปลดล็อก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคลากรท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา 35 ให้สามารถจ้างบุคลากรทางการแพทย์ได้ตามความจำเป็น
เชื่อมความร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐวิสาหกิจและโรงพยาบาลรัฐสังกัดต่าง ๆ เพื่อเปิดระบบรับผู้ป่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ทันที
ลงทุนสร้าง โรงพยาบาลประจำเขตขนาด 120 เตียง ในเขตที่ยังขาดแคลน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการใกล้บ้านและรองรับวิกฤตด้านสาธารณสุขในอนาคต
สำหรับคณะผู้บริหาร รวมถึงผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อเข้าร่วมการหารือ ประกอบด้วย อาทิ นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย , นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย , นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 4 และทีมผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ นางสาวญาณิกา เทียนทอง และ นายรวิศ สอดส่อง
Advertisement