
วันนี้ (26 สิงหาคม 2569) อดีตนางแบบชื่อดัง ลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเดินหน้าฟ้องล้มละลายกับคู่กรณี ปู-นางสาวมัณฑนา เดชบริวัฒน์ หรือปู หลังมีคดีความยืดเยื้อนานเกือบ 3 ปี โดยระบุว่าจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการทางกฎหมายขั้นสุดท้ายเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม เนื่องจากตนในฐานะผู้เสียหาย ต้องอดทนและได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
แม้ว่าคดีศาลชั้นต้นมีคำตัดสินแล้ว ทั้งในส่วนของศาลแพ่งและศาลอาญาได้มีคำตัดสินในหลายคดีเกี่ยวกับยอดหนี้ดังกล่าวแล้ว แต่ตนยังไม่ได้เงินคืนจากฝั่งคู่กรณีแม้แต่บาทเดียว
ผู้สื่อข่าวสอบถามลูกหมีว่าการฟ้องล้มละลายนี้มีความคาดหวังมากน้อยแค่ไหนที่จะได้ทรัพย์สินคืน เนื่องจากว่าไปสืบทรัพย์มาแล้วว่าเขาไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย โดยลูกหมีรัศมีระบุว่าก็คาดหวังว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์จะเป็นคนดูแลจัดการเงินทั้งหมดของคุณปู ซึ่ง เราจะได้จัดตรงส่วนนั้น เพราะที่ผ่านมาลูกหมีให้โอกาสมาโดยตลอดตั้งแต่วันไกล่เกลี่ย เมื่อปีหกเจ็ดแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นศาลทุกครั้ง การขึ้นศาลทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นศาลแพ่งหรือศาลอาญาทุกคดีก่อนจะสืบสวนทุกทุกครั้งเราก็ต้องไกล่เกลี่ยซึ่งเราให้โอกาสเยอะมากจนไม่สามารถให้โอกาสอะไร คุณปูได้อีกแล้วเพราะคุณปูไม่ยินดีกับโอกาสที่เรายื่นให้ ก็คาดหวังว่าศาลล้มละลายกลางจะช่วยลูกหมีได้อีกหนึ่งทาง และมีผู้พิทักษ์ที่จะดูแลอย่างใกล้ชิดซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับคุณปูและเหมือนว่าทุกอย่างในชีวิตของคุณปูน่าจะง่ายขึ้น เนื่องจากมีคนดูแลใกล้ชิด
ส่วนที่มีการระบุว่าฝั่งของคู่กรณีมีการเอาเงินมาวางประมาณ 1,700,000 บาท เรื่องนี้ลูกหมีระบุว่าฟังแล้วดีใจมาก เพราะถ้าคุณปูมีเงิน 1,700,000 บาท มาวาง แต่คดีที่ศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายตอนนี้ยอดเงินเดินไป 2,400,000 บาท รวมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่าย ซึ่งถ้าคู่กรณีเอาเงินมาวางได้ ลูกหมีก็มีสัจจะมากพอที่จะถอนฟ้อง ระบุด้วยว่า ปัจจุบันระหว่างตนกับคู่กรณีมีคดีรวมทั้งหมด 8 คดี แบ่งเป็นคดีที่อยู่ในชั้นศาล 5 คดี และคดีที่อยู่ในชั้นตำรวจอีก 3 คดี พร้อมยืนยันว่า หากคู่กรณีนำเงินมาชำระยอดประมาณ 2.4 ล้านบาทได้ ก็พร้อมดำเนินการถอนฟ้องในคดีที่สามารถถอนหรือยุติได้ตามกฎหมาย หรือหากไม่สามารถชำระทั้งหมดก็ยังพร้อมเปิดโต๊ะเจรจาเรื่องการผ่อนชำระ
“ถ้าเอาเงินมาวางได้ ลูกหมีก็มีสัจจะที่จะถอนฟ้อง แต่ถ้าไม่ได้เอาเงินมาทั้งหมด แล้วอยากจะไกล่เกลี่ย ก็เข้ามาไกล่เกลี่ยได้ตลอด เพราะความลำบากของเจ้าหนี้ คู่กรณีไม่ได้มาอยู่ในครอบครัวเราว่าเราเดือดร้อนอย่างไร” ลูกหมี กล่าว
ส่วนกรณีที่คู่กรณีระบุว่ามีเงินหรือมีผู้ใหญ่และสปอนเซอร์พร้อมให้ความช่วยเหลือ ลูกหมี กล่าวว่า หากมีจริงก็ถือเป็นเรื่องที่ดี และหวังว่าจะนำมาใช้ชำระหนี้ โดยยอมรับว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่คู่กรณีเคยกล่าวไว้หลายเรื่องยังไม่เกิดขึ้นตามที่พูด จึงยังคงรอดูการดำเนินการที่เกิดขึ้นจริง
ลูกหมี ยืนยันด้วยว่า การดำเนินคดีไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้ง แต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายในส่วนที่ตนได้รับความเสียหาย โดยระบุว่าเดิมไม่เคยรู้จักคู่กรณีเป็นการส่วนตัว ก่อนมีผู้แนะนำให้รู้จักและถูกชักชวนให้ลงทุน ก่อนจะสูญเสียเงินประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่เก็บสะสมมานาน
ลูกหมี ยังกล่าวถึงคดีหมิ่นประมาทที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งศาลนัดสืบพยานในวันที่ 27-28 สิงหาคม 2569 โดยเป็นคดีที่ตนเป็นโจทก์ฟ้องคู่กรณีจากข้อความที่มองว่าเป็นการหมิ่นประมาทผ่านการโฆษณา พร้อมระบุว่าได้เตรียมตัวและซ้อมสำนวนสำหรับการสืบพยานแล้ว หากการสืบพยานเสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียวก็อาจไม่ต้องใช้เวลาถึงสองวันตามที่ศาลกำหนดไว้
นอกจากนี้ ลูกหมีระบุว่า ยังมีคดีในชั้นตำรวจอีก 3 คดี แบ่งเป็นที่ สภ.ชัยพฤกษ์ 2 คดี และ สน.โคกคราม 1 คดี โดยกรณีที่ สน.โคกคราม เป็นเรื่องข้อความที่มีการกล่าวถึงทั้งตนและทนายความ ซึ่งได้ใช้สิทธิดำเนินการตามกฎหมาย
ลูกหมี กล่าวว่า ตลอด 3 ปีของการต่อสู้คดีทำให้ตนมีความรู้ด้านกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น ทั้งเรื่องการแจ้งความ การเบิกความ การขึ้นศาลแพ่งและศาลอาญา การประกันตัว และการใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM รวมทั้งได้ลงเรียนหลักสูตรผู้ไกล่เกลี่ย และมีความคิดว่าอาจศึกษาด้านกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อนำประสบการณ์ไปช่วยเหลือผู้อื่นในอนาคต
พร้อมทิ้งท้ายว่า ยังคงพร้อมเจรจากับคู่กรณี หากต้องการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คดีต่าง ๆ ยุติลงเร็วขึ้น แต่หากอีกฝ่ายประสงค์จะต่อสู้คดีต่อ ก็พร้อมดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายทุกขั้นตอน
ด้านนางอำนวยพร มณีวรรณ หรือ ทนายกุ้ง เปิดเผยว่าได้ยื่นฟ้องไปเป็นที่เรียบร้อยที่ศาลล้มละลายกลาง โดยมีการนัดพิจารณาในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งกระบวนการขั้นตอนการพิจารณานัดแรกทางจำเลย ต้องมีการต่อสู้เข้ามาในคดีเหมือนกับทางแพ่งในเหตุที่ฝ่ายลูกหมีฟ้องล้มละลาย เนื่องจากว่า ศาลพิพากษาในคดีแพ่งมาแล้ว ประมาณ 1,700,000 บาทเศษ รวมยอดหนี้ปัจจุบันที่รวมดอกเบี้ยแล้วอยู่ที่ 2,400,000 บาท ซึ่งบุคคลธรรมดา ที่มีมูลนี่เกิน 1 ล้านบาทก็สามารถฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ว่าเขาจะล้มละลาย ทางเขาก็ต้องต่อสู้ว่าเขาไม่มีเหตุล้มละลายมีอะไรบ้าง ซึ่งก็ต้องมีการเอาทรัพย์สิน หรือ หลักทรัพย์ที่เพียงพอชำระหนี้มาแสดง โดยก่อนหน้าที่จะฟ้องทางทนายและลูกความก็ทําทุกขั้นตอนแล้ว ทั้งเรื่องของการสืบทรัพย์ และทุกอย่างแต่สืบไม่พบ แล้วการที่สืบไม่พบ ก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเอาทรัพย์นั้นไปเก็บไว้ที่อื่นซึ่งเราไม่ทราบ แต่พอสืบไม่พบทรัพย์ก็เลยต้องมีเหตุให้ฟ้องศาลล้มละลายกลาง
แต่หากทางฝ่ายปูพรรณนา ไม่มีอะไรรายละเอียดมานําเสนอสาย ศาลก็อาจจะมองว่าเข้าข่ายล้มละลาย ก็อาจจะส่งผลให้ขั้นตอนกระบวนการต่อไป เป็นการส่งต่อไปให้เจ้า พนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งขั้นตอน ของการพิทักษ์ทรัพย์ฝ่าย คู่กรณีก็ยังสามารถประนอมหนี้กับเราได้อยู่ยังเจรจาได้ทุกขั้นตอน เหมือนกัน โดยทางเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ เขาจะเรียกเจ้าหนี้เข้าไปประชุมเจ้าหนี้และ เรียกลูกหนี้ไปชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับ ทรัพย์สินมีอะไรบ้าง หลังจากนั้นหากว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดูแล้วว่าลูกหนี้ยังไม่มีทรัพย์สินเลย ไม่สามารถชําระหนี้กับเจ้าหนี้ได้ ดังนั้นอาจจะสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ขั้นตอนนั้นถ้าเป็นการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้ทุกคนสมมติว่ามีเจ้าหน้าที่รายอื่น ก็สามารถเข้ามารับชำระหนี้ได้ภายในระยะเวลา 2 เดือน นับตั้งแต่วันที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าลูกหนี้รายนี้ได้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว
ซึ่งกระบวนการทุกขั้นตอนเขายังสามารถเข้ามา มาเจรจาได้อยู่ ส่วนหากกลายเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว การไปทํานิติกรรมต่าง ๆ จะไปก่อหนี้ก่อสิน หรือไปทํานิติกรรมอื่น ๆ ก็ไม่สามารถทําได้แล้ว เนื่องจากจะมีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดูแลแทนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเรื่องการเปิดบัญชีหรือรับทํางานที่อื่น โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะคอยติดตามไปตลอด เพื่อจะเก็บเงินมาให้เจ้าหนี้เข้ากองล้มละลายเพื่อแบ่งให้เจ้าหนี้
ขณะที่ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ระบุว่า หากภายหลังตรวจพบว่ามีการยักย้ายหรือถ่ายโอนทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ ก็อาจมีประเด็นทางกฎหมายเพิ่มเติมที่ต้องพิจารณา แต่ในขณะนี้ยังคงต้องรอกระบวนการของศาลและการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน
Advertisement