ธนาธร ลั่นถ้าเป็นนายกฯ จะไม่อุ้ม การบินไทย เหมือน ประยุทธ์

21 พ.ค. 64

21 พ.ค. 64 นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ว่า [ ถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่ตัดสินใจอุ้มการบินไทยแบบที่คุณประยุทธ์ทำ ]

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศฐานะการเงินไทย ขาดทุนสะสม 1,069,366,246,596 บาท 

ในการประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เจ้าหนี้ของ “การบินไทย” ได้ผ่านแผนฟื้นฟูกิจการตามที่ผู้ทำแผนได้เสนอเรียบร้อยแล้ว

ผมอยากบันทึกไว้ในที่นี้อีกครั้งว่าผมไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี

แผนฟื้นฟูกิจการฉบับนี้ จะทำให้การบินไทยกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง และหากเกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต ภาษีประชาชนจะต้องถูกนำไปอุ้มการบินไทยอีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมเชื่อว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจให้แผนฟื้นฟูนี้ผ่าน ทั้ง ๆ ที่ไม่สมเหตุสมผลทางธุรกิจ ไม่มีการปรับโครงสร้างงบการเงินอย่างมีนัยสำคัญแบบที่สากลเขาทำกัน เป็นเพราะคุณประยุทธ์ รู้สึกไม่มั่นคงกับสถานะทางการเมืองของตนเอง จึงไม่อยากเผชิญหน้าใครเพื่อผลักดันแนวทางที่ควรจะเป็น คุณประยุทธ์กลัวเสียพันธมิตรและเสียคะแนนนิยมทางการเมืองของตน ในช่วงที่ประชาชนโกรธเคืองรัฐบาลมากอยู่แล้ว

ไม่มีที่ไหนเขาทำกัน ที่บริษัทขนาดใหญ่จะผ่านกระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยยังคงมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินถึงประมาณ 1.2 แสนล้านบาท

เหตุผลสำคัญที่เจ้าหนี้และผู้เกี่ยวข้อง สนับสนุนแผนฟื้นฟูนี้ คือความเชื่อที่ว่าหาก “การบินไทย” เกิดปัญหาอีกในอนาคต รัฐบาลจะเข้ามาอุ้มการบินไทยต่อไปเรื่อย ๆ

ความคิดเช่นนี้จะไม่ทำให้เกิดการพัฒนา หรือนวัตกรรมขึ้นในการบินไทย การบินไทยจะยังเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต ไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองในการแข่งขันระดับโลก รอคอยการช่วยเหลือจากรัฐตลอดเวลา

แผนฟื้นฟูฉบับนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า การบินไทยที่ปรับโครงสร้างการบริหาร รีดไขมันออก ในสถานการณ์โควิดคลี่คลายแล้ว จะสามารถทำกำไรก่อนภาษี ได้เฉลี่ยปีละ 1.8 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2566-2578 ติดกันเป็นเวลา 13 ปี ซึ่งจะทำให้บริษัทล้างยอดขาดทุนสะสมได้หมด

แต่ภาวะวิกฤตอาจเกิดขึ้นได้เสมอ และเพียงมีวิกฤตใดก็ตามอีกสักครั้งในช่วง 13 ปีนี้ การบินไทย อาจต้องเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการอีกรอบ และรอบหน้า อาจต้องใช้เงินภาษีประชาชนอุ้มการบินไทยมากกว่านี้

และอย่าลืมว่า การคาดการณ์ว่าการบินไทยจะกำไรติดต่อกัน 13 ปี ปีละเกือบ 2 หมื่นล้าน ทันทีที่พ้นวิกฤตโควิด ก็ออกจะมองโลกในแง่ดีเกินจริงไปมาก เพราะ ในช่วงปีพ.ศ. 2558 – 2562 ซึ่งยังไม่มีโควิด การบินไทยยังขาดทุนไปแล้ว 4.1 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 8,200 ล้านบาท

การแก้ปัญหาที่แก้เพื่อซื้อเวลา หลีกเลี่ยงการจัดการที่เจ็บปวดแต่จำเป็นเช่นนี้ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์กลุ่มสำคัญคือกลุ่มทุนธนาคารที่ใกล้ชิดกับคณะรัฐประหาร และเคยร่วมอยู่ในโครงการทุนประชารัฐ

และคนที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือ ประชาชนผู้เสียภาษีทั่วไป ที่ต้องนำเงินที่หายากอยู่แล้วในปัจจุบันไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับการบินไทย และเสี่ยงที่จะต้องใช้เงินอนาคต อุ้มการบินไทยต่อไปอีกเป็นสิบปี

ที่สำคัญกว่านั้น การดึงการบินไทยกลับเป็นรัฐวิสาหกิจอาจส่งผลกระทบกับเสรีภาพการเดินทางของประชาชน

การเปิดน่านฟ้าเสรีในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินถูกลง ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการเดินทางมากขึ้น นอกจาก รถทัวร์, รถไฟ และรถส่วนตัว ทำให้ประชาชนหลายล้านคนสามารถได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก ลดเวลาการเดินทาง ประชาชนสามารถเดินทางค้าขายติดต่อธุรกิจได้อย่างว่องไวมากขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น และค่าใช้จ่ายน้อยลง

การผลักดันให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจการบิน การเปิดน่านฟ้าเสรีจึงสำคัญกว่าการปกป้องการบินไทย

สถานการณ์เดินมาไกลมากแล้ว ความเห็นของผมในวันนี้คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่หากผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะอธิบายให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจว่าการยอมรับการเจ็บปวดในระยะสั้น แก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท และของประชาชนในระยะยาว ย่อมดีกว่าการเลี่ยงเผชิญหน้ากับปัญหาเช่นนี้

นาธร ถาม ธรรมนัส รอดคดี อนาคตอดีตนักโทษต่างแดนเป็นรมต.ได้ไหม 

จับตา คลังชง ครม.ชี้ขาด การบินไทย คืนรัฐวิสาหกิจ-ถมเงินเพิ่ม 

advertisement

คุณอาจสนใจข่าวนี้

ข่าวยอดนิยม

ข่าวการเมือง เป็นกระแส