สุดทน! อดีตผู้สมัคร สส.ปชป. ร้อง ปวีณาช่วย ถูกสามีตบตีก่อนโพสต์ตามหาลูกเมีย

29 ก.พ. 67

 

สุดทน! อดีตผู้สมัคร สส.ปชป.พาลูกสาว 5 ขวบร้อง ปวีณา ถูกสามีตบตี กรีดเสื้อผ้า ยึดโทรศัพท์ ไล่ออกจากบ้าน ก่อนโพสต์ตามหาลูกเมีย 

จากกรณี นักธุรกิจใหญ่เมืองโคราช ประกาศตามหา เมีย-ลูกสาว 5 ขวบ หายไป 13 วัน หลังทะเลาะเรื่องธุรกิจ ตั้งรางวัล 3 หมื่นหากใครพบ

ล่าสุดวันที่ 29 ก.พ. 67 ที่ มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี หมู่ 2 คลอง 7 ธัญบุรี ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี น.ส.ใหม่ (นามสมมติ) อายุ 36 ปี อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางเข้าร้องเรียน นาง ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิฯ 

โดยอ้างว่า นายพงศ์ภูมิพันธ์ เชื้อดี หรือ นายปิ๊ก อายุ 42 ปี สามีทำร้ายร่างกาย ใช้ปืนยิง ใช้มีดคัตเตอร์กรีดเสื้อผ้าเสียหาย ยึดโทรศัพท์ไม่ให้ใช้ และไล่ออกจากบ้าน จนทนพฤติกรรมสามีไม่ไหว ตัดสินใจพาลูกหนีออกจากบ้าน แต่สามีกลับร้องสื่อประกาศตามหาว่าคนหาย เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้าขอความช่วยเหลือจากนางปวีณา

น.ส.ใหม่ เล่าว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 67 ตนได้ตัดสินใจโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ พร้อมกับเล่าว่าตนได้อยู่กินกับนายปิ๊ก ซึ่งจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย มีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันอายุ 5 ขวบ ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสามีมักจะมีอารมณ์รุนแรง โมโหร้ายอยู่ตลอด หาเรื่องทะเลาะกับตน ซึ่งตนไม่อยากมีปัญหาจึงได้แต่ทนอยู่เพื่อลูก แต่ระยะหลังสามีเริ่มมีอารมณ์รุนแรงมากขึ้น หงุดหงิดง่าย ทุกครั้งที่มีปัญหาลูกจะอยู่ด้วย ตนจึงเป็นฝ่ายเงียบตลอด 

ต่อมาช่วงปลายเดือน พ.ย. 66 มีปัญหากับเรื่องร้านอาหาร ตบหน้าตน 2 ครั้งต่อหน้าพนักงานเกือบ 10 คน จากนั้นตนกับสามีจึงได้เดินไปที่ออฟฟิศ ซึ่งอยู่ภายในพื้นร้านอาหาร เพื่อรับความเข้าใจกัน แต่สามีกลับด่าทอตน และไล่ออกจากร้านอาหาร พร้อมกับใช้อาวุธปืนยิงโซฟาที่ตนนั่งอยู่ กระชากแขกให้ออกไปจากออฟฟิศจนล้มลงแล้วใช้เท้าเตะเข้าที่ใบหน้า 1 ครั้ง จากนั้นตนจึงได้กลับมาที่บ้านพ่อแม่ แต่ไม่ได้เข้าแจ้งความ คิดว่ารอให้อารมณ์สามีเย็นลงน่าจะคุยกันได้ แต่สามีก็ยังเป็นเหมือนเดิม 

จนวันที่ 13 ก.พ. 67 พ่อแม่สามีเห็นว่าทะเลาะกันบ่อย จึงได้เรียกตนกับสามีไปพูดคุย  เพื่อปรับความเข้าใจกัน แต่สามียืนยันว่าจะเลิกกับตน และคุกเข่ากราบพ่อ พูดว่าขอชีวิตผมคืน ผมอยากมีความสุข ผมอยากเริ่มต้นใหม่ ยืนยันจะเลิก แต่พ่อกับแม่ช่วยเจรจาขอให้อยู่กันเป็นครอบครัวเหมือนเดิม หลังจากนั้นตนได้เดินขึ้นไปบนห้องนอน และหยิบโทรศัพท์เข้าแอปฯธนาคาร เพื่อจ่ายค่าไฟร้านอาหาร สามีเดินตามขึ้นห้องไป เห็นตนจับโทรศัพท์อยู่จึงเข้ามาตบหน้าตน 1 ครั้ง ตนจึงได้ลงมาบอกพ่อกับแม่ทราบว่าถูกสามีทำร้ายอีก และได้เรียกคุยกันอีกครั้ง แต่ยังไม่ได้บทสรุป สามีจึงขับรกออกจากบ้านไป 

กระทั่งเวลาประมาณ 16.00 น. สามีกลับเข้ามาบ้านแล้วได้ยึดโทรศัพท์ตนไป ไม่ยอมคืนให้ใช้อีกเลย คืนวันที่ 14 ก.พ. 67 สามีได้ต่อว่าตนอีกว่ามีอะไรชอบไปฟ้องพ่อแม่เขา ทำให้เขาดูไม่ดีในสายตาพ่อแม่ ชอบไปนั่งปั้นหน้าให้พ่อแม่สงสาร และไล่ออกจากบ้านอีก แต่ตนไม่ได้ตอบโต้อะไร ต่อมาวันที่ 15 ก.พ. 67 จนเวลาประมาณ 21.00 น. สามีกลับเข้ามาบ้าน เพื่อมาร่วมงานทำบุญบ้าน แต่ตนไม่ทันเห็นว่าสามีมาถึงแล้วเพราะตนป้อนข้าวลูกอยู่ในบ้าน เมื่อตนเดินไปหาสามีกลับถูกสามีไล่ให้ไปไกลๆ หาเรื่องทะเลาะ และใช้เท้าถีบที่ต้นขาตน จนล้มลง จากนั้นสามีได้กือมีดคัตเตอร์ไปกรีดเสื้อผ้าของตน และลูกสาว พูดว่ากูเป็นคนซื้อให้กูจะทำอะไรก็ได้ ทำให้ตนรู้สึกกลัวมาก และไม่กล้าพูดอะไร กระทั่งวันที่ 16 ก.พ. 67 เวลาประมาณ 07.30 น. ขณะที่ตนไปส่งลูกที่โรงเรียนกับน้องสาวสามีจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าตนจะไม่ทนอยู่อีกต่อไป จึงพาลูกหนีเข้ามา กทม.เข้าแจ้งความไว้แล้ว และติดต่อมาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ ต้องการหย่าขาด และเป็นผู้ดูแลบุตรเพียงฝ่ายเดียว โดยที่ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก 

หลังรับแจ้งนางปวีณาได้ประสานไปยัง พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รองผบก.จ.นครราชสีมา และประสาน พ.ต.อ.สุทธินันท์ คงแช่มดี ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา และให้ น.ส.ใหม่ (นามสมมติ) เข้าให้ปากคำ และมูลนิธิปวีณาฯได้รอรับตัว น.ส.ใหม่ พร้อมลูกวัย 5 ขวบเข้ามาอยู่ในการดูที่มูลนิธิปวีณาฯแล้ว

advertisement

advertisement

ข่าวยอดนิยม

ข่าวทั่วไป เป็นกระแส