advertisement

“วิลลี่” เล่าเรื่องลับโดน “เสนาหอย” แกล้งแรงจนเสียน้ำตา

15 ส.ค. 65

วิลลี่ แมคอินทอช เผยชีวิตหลังสูญเสียคุณแม่ เล่าเรื่องลับโดน เสนาหอย แกล้งแรงจนเสียน้ำตา

 

ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องราวชีวิตที่ต้องเข้มแข็งและเป็นหัวหน้าครอบครัว หลังคุณแม่ “ยุรภรณ์ แมคอินทอช” วัย 86 ปี จากไปอย่างกะทันหันที่ประเทศอังกฤษ สำหรับ “วิลลี่ แมคอินทอช” โดยเจ้าตัวได้เปิดใจถึงความสูญเสียครั้งนี้ พร้อมเล่าเรื่องลับโดน “เสนาหอย” แกล้งแรงจนเสียน้ำตา ในรายการ “คุยแซ่บShow” 

วิลลี่ แมคอินทอช

หลังจากที่สูญเสียคุณแม่ไป ตอนนี้โอเคขึ้นหรือยังครับ
วิลลี่ : ตอนนี้โอเคแล้วครับ จริงๆ โอเคมาตั้งแต่วันที่ 3 หลังคุณแม่เสียแล้ว เพราะเราจะรู้ว่าคนเสียชีวิตไปแล้ว 3 วันเขาจะรู้ตัว พอเขามองกลับมาเขาจะเห็นว่าลูกๆ อยู่ได้ ไม่ใช่ว่ายังติดพันอยู่กับความทุกข์ทรมานต้องเดินหน้าให้ได้

คือถ้าผมเกิดเป็นอะไรไป ลูกผมต้องอยู่ให้ได้เท่านี้แหละที่พ่อแม่ต้องการ เราก็จัดงานให้ดีที่สุด ทำทุกอย่างให้ถูกต้องดีที่สุดหลังจากนั้นเราก็ต้องเดินหน้า เราก็จะจำในสิ่งดีๆ ของคุณแม่เอาไว้ นึกถึงแม่แล้วไม่ร้องไห้ นึกถึงแม่แล้วต้องยิ้ม เพราะแม่ผมก็ตลกเหมือนผม

 

เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราสอนตัวเอง หรือมีคนสอนเรามาเรื่องสามวัน?
วิลลี่ : คือมีคนทักมาเรื่อง 3 วันว่าคนตายเขารู้แล้วนะว่าเขาตายแล้ว เพราะฉะนั้นผมเลยบอกแหม่มว่า เออถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาอยากเห็นลูกเขาเป็นยังไง เขาอยากเห็นเราอยู่ได้ใช่ไหม เขาจะได้สบายใจ คนตายจะได้สบายใจ หลังจากนี้อยู่กันได้แล้วก็ค่อนข้างจะแฮปปี้แสงสว่างที่เป็นถ้ำออกมาเขาจะได้เดินไปเลย คุณจะไปขึ้นสวรรค์หรือจะทำอะไรจะได้ไม่ต้องกังวล

วิลลี่ แมคอินทอช

ณ. วันที่เกิดเรื่องขึ้นมันไวมาก คือไปเที่ยวหรือทำอะไร?
วิลลี่ : ใช่ มันเกิดขึ้นไวมาก ช็อกเลยแหละ ตอนนั้นไปเที่ยวรวมญาติประมาน 20 กว่าคนที่บินมาจากทุกประเทศมาเจอกันที่อังกฤษ แล้วก็มาเช่าบ้านอยู่ ทำอาหารกินกัน ผมก็รับหน้าที่หุงข้าว ซึ่งเป็นหม้อเล็ก วันๆ เลยไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากหุงข้าว วนอยู่แบบนี้ 20 กว่าวัน

วันนั้นเกิดอะไรขึ้น?
วิลลี่ : วันนั้นมันคือเช้าวันที่เราเตรียมตัวจะกลับเมืองไทย ไฟต์ตอนเที่ยง เพราะฉะนั้นผมก็บอกทุกคนว่าเดี๋ยวผมจะเอากระเป๋าลงไปล็อบบี้ ซึ่งทุกคนก็แต่งตัวอาบน้ำ แล้วผมก็บอกว่าเดี๋ยวมารับคุณแม่ไปทานอาหารเช้า ผมก็หิ้วกระเป๋าลงไป ก็บอกพนักงานว่าเอารถเข็นไปขนกระเป๋นที่เหลือข้างบน ซึ่งก็มีพนักงานขึ้นไปกับผมข้างบนหนึ่งคน ขึ้นไปถึงก็อ่าว.. ทำไมลูกถึงไม่อาบน้ำแต่งตัว อ่อคุณย่ายังไม่ออกมาจากห้องน้ำ เราก็บอกว่านานแล้วนะ ก็เลยเปิดประตูเข้าไปดู

 

ตอนนั้นให้พนักงานช่วยพอเข้าไปมือคุณแม่ยังกำแปรงสีฟันอยู่ ก็เป็นหน้าที่เราจับว่าคุณแม่ยังหายใจอยู่หรือเปล่า แล้วก็เรียกคนมาเพื่อปั้มหัวใจแต่ก็ปั้มไม่ขึ้นแล้ว ในขณะที่ปั้มเราก็บอกแหม่มว่าคุณแม่ไม่หายใจแล้วนะ ไม่รู้ว่าจะปั้มขึ้นหรือเปล่า หลังจากนั้นแหม่มก็มา ตำรวจก็มา เขาก็ปั้มหัวใจไปเรื่อยๆ เราก็นั่งมอง

 

และก็หันมาบอกว่ารู้รึเปล่าว่าญาติถึงจะบอกให้หยุดได้ และเขาก็ปั้มมา 20 นาทีกว่าแล้วเราก็บอกให้หยุดเถอะเพราะรู้ว่าคุณแม่คงไม่ฟื้นขึ้นมาแล้ว จะได้ขั้นตอนต่อไปได้ อาการก็คือหัวใจล้มเหลวเฉียบพัน มันจะเกิดขึ้นตอนเช้า อย่างที่คุณหมออธิบายคือตอนที่เราหลับอยู่เลือดเราเดินช้ามาก ถ้าเรามีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหรืออะไรอยู่แล้ว และไฟต์เช้าพอคนปลุกปุ๊บแล้วรีบลุกขึ้นมาจับเสื้อผ้าทำนั่นทำนี่ นี่แหละที่จะทำให้หัวใจวาย

วิลลี่ แมคอินทอช

คุณแม่อายุเท่าไหร่ ?
วิลลี่ : 86 ครับ ตอนนั้นเราอยู่ที่ห้อง 501 ท่านเสียตอน 7.48 นาที

ก่อนหน้านี้ท่านมีอาการอะไรมั้ย?
วิลลี่ : ไม่มีแค่อ้วนหน่อยหนึ่ง และก็เหนื่อยง่ายขึ้นบันไดลงบันได ที่เหลือก็ไม่มีอะไรผมก็มีรถเข็นให้แก คุณแม่ก็ยังแข็งแรงอยู่

 

พี่หอยรู้ข่าวเมื่อไหร่ครับ?
เสนาหอย : รู้ข่าวก็ตกใจมาก น้องที่ออฟฟิต (เลขา) โทรมาบอกว่าแม่เสียแล้วนะคะ ตอนแรกเราก็นึกว่าแม่ของเราก็ตกใจหมด เพราะแม่อยู่ข้างล่าง เมื่อกี้เพิ่งเจอกันข้างล่าง เขาก็บอกว่าแม่พี่วิลลี่ คือจะบอกก่อนเลยว่าก่อนที่แม่เขาจะเสียเราเจอกันแม่ยังแข็งแรงสดชื่นทุกอย่าง

วิลลี่ : เขาสนิทกับแม่ผมมาก เรียกกันว่าน้องสาวกับพี่หอย

เสนาหอย : จริงๆ เราค่อนข้างที่จะสนิทกัน ไปที่บ้านทีไรก็จะคุยกัน พอทราบข่าวก็ตกใจว่าที่อังกฤษ เราก็เลยโทรกลับไปหาวิลลี่เลยตอนนั้น เขาก็บอกว่าแม่เสียแล้ว เราก็ถามว่าจะเอากลับมายังไง เขาก็ถามว่ามึงมีเครื่องบินส่วนตัวมั้ย เราก็ตอบว่าส่วนตัวเราไม่มีเดี๋ยวหาให้ คือจริงๆ แล้ววิลลี่ค่อนข้างเข้มแข็ง

วิลลี่ แมคอินทอช

วิลลี่ : จริงๆ วันแรกๆ งงเป็นไก่ตาแตกเลย คือถ้าอยู่เมืองไทยเรายังควบคุมอะไรได้ พอเสียที่อังกฤษก็งง ไม่รู้ขั้นตอนมันเป็นยังไง อะไรก่อนอะไรหลัง วันที่ตำรวจมาและไม่พบหลักฐานฆาตกรรม คือการตายด้วยธรรมชาติ ก็ส่งต่อไปห้องเย็น และคนที่มารับคุณแม่ไปก็บอกเราว่านี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายนะ ที่ได้เห็นใบหน้าคุณแม่ตามระบบที่อังกฤษ เพราะฉะนั้นคุณจะถ่ายรูปหรืออะไรก็ต้องทำเลย เพราะถ้าหลุดจากตรงนี้ไปแล้วไม่เหมือนเมืองไทยที่มีพิธีกรรมนะ คนอังกฤษไม่ได้มีที่จัดการเยอะเหมือนเมืองไทยต้องต่อคิว

เสนาหอย

ทำใจยังไง เพราะมันคือวุ่นวายหมดเลย?
วิลลี่ : ผมก็ถ่ายรูปคุณแม่เก็บไว้ตอนที่คุณแม่นอนอยู่ แล้วแหม่มก็มาผมก็คุยกับแม่ ผมก็แฮปปี้ที่คุณแม่ไม่ทรมาน ถ้าปั้มหัวใจขึ้นมาแล้วแม่อยู่ในสภาพติดเตียง นั่นเป็นสิ่งที่คนแก่เขาไม่อยากได้ที่สุด ไปแบบนี้พี่ว่ามีบุญมากเลยไม่ทรมาน

เอาความเข้มแข็งมาจากไหน?
วิลลี่ : คือผมเป็นพี่ชายแหม่มด้วยไง แล้วกลายว่าเราก็ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว คือผมอ่านเกมและผมเป็นเหมือนแม่ด้วยคือหัวเราะ ตลก สนุก แต่เวลาจัดการอะไรก็ต้องเคาะจัดการให้เสร็จ แล้วก็มีหน้าที่ต้องทำ ใครจะอ่อนแอยังไงก็ว่ากันอีกที แต่เราก็ต้องเป็นแกนหลักเสาที่คนสามารถพิงเราได้ แหม่มก็เป๋นานมาก ถ้าคุณได้เห็นเขาล่าสุดเขาจะผอมมาก นอกจากจะลองโควิดแล้วยังมีเรื่องคุณแม่อีก

เสนาหอย

พี่หอยให้กำลังใจยังไง เพราะปกติจะสดใสร่าเริงกัน?
เสนาหอย : ผมรู้ว่าวิลลี่เขาแข็งแกร่งมาก เขาต้องกลับมาก่อนแล้วคุณแม่ต้องอยู่ที่นู้นแล้วน้องแหม่มก็ต้องทำอะไรให้เรียบร้อย วิลลี่เขาต้องกลับมาทำงาน งานแรกก็เจอกันเลยเราก็ตบหลังแล้วก็มอง คือไม่ต้องพูดเลย ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่โทรหากันด้วย เขาก็เดินหน้าต่อ เขาก็ไปได้

เห็นว่างานศพคุณแม่พี่วิลลี่ พี่หอยมีแหกกฎตัวเองด้วยมันยังไง?
เสนาหอย : สินแสที่ดูแลพวกเราอยู่ เขาบอกผมว่าไม่ควรไปงานศพ เพราะผมดวงจะไม่ไอนั่น ปกติผมจะไม่ไปงานศพอยู่แล้ว แต่งานเพื่อนงานน้องก็เลยแหกกฎครั้งเดียว

เสนาหอย

ตั้งแต่เกิดเรื่อง เคยมีเสียน้ำตามั้ย?
วิลลี่ : 2-3 วันแรก ร้องไห้ทุกคนก็เห็นเลย เราอยู่ที่พักต่างประเทศ พอคุณแม่เสียทุกคนก็ร้อง นั่งร้องไห้กันหมด 2-3 วันแรกคือมันเร็ว และไม่อยากจะเชื่อ คือถ้าคุณแม่เราไม่สบายเห็นคุณแม่ทรมานอยู่โรงพยาบาล สัก 3-4 เดือนเราจะรู้ว่าท่านเสียเลยดีกว่าทรมาน แต่นี่ยังคุยกันอยู่และไปเลย ยังงง เราจะเอาของแม่ไปไว้ไหน อะไรยังไง คือจัดการกันวุ่นวายไปหมด

เพราะเราไม่คุ้นเคยเป็นนักท่องเที่ยวและเสียต่างประเทศ เรื่องนี้บอกเลยถ้าอั้นได้ให้อั้มมาเสียเมืองไทยจะไม่วุ่นวาย เพราะว่าสถานฑูตที่ไทยช่องเต็มที่ยังใช้เวลา 50 วัน กว่าจะพาคุณแม่กลับมาได้ และกลับมาแค่อัฐิ ถ้าเอาร่างกลับมาก็จะนานกว่า 50 วันอีก

เสนาหอย

ในฐานะที่คุณแม่ไปไวมาก ยังมีอะไรค้างในใจมั้ย
วิลลี่ : ไม่มีนะ ผมว่าผมทำหน้าที่ของผมได้ดีที่สุด เพราะแม่ผมค่อนข้างจะแฮปปี้มากกลับทริปนี้ คือแม่เก็บของประมานเดือนครึ่งก่อนไป แพคกระเป๋าใบใหญ่แต่ไม่มีอะไรเลย นอกจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นหมี่ เครื่องแกง และของที่จะไปแจกญาติ ซองแดงแจกหลานอังเปา เราก็รู้สึกว่า เออเหมือนเขาก็รู้เหมือนกันว่าเป็นการรวมตัวกันของญาติครั้งสุดท้าย ท่านก็ได้ให้อังเปาแจกทุกคน

 

2 คนนี้อยู่ด้วยกันจะมีแต่เสียงหัวเราะรอยยิ้มตลอด แต่พี่หอยก็เคยทำให้พี่วิลลี่ร้องไห้ด้วย?
เสนาหอย : เคยเห็นสองครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งผมถือว่าผมเป็นเพื่อนเลวเลยนะ คือตอนนั้นเราร่วมกันทำบริษัทแล้ว แล้วผมก็อยากรู้นะว่าเขาห่วงเราขนาดไหน อยากรู้ว่าเป็นเพื่อนหรือแค่หุ้นส่วน ก็ไปออกรายการๆ หนึ่ง เราทำรายการเกี่ยวกับคาเมร่าอยู่แล้ว

ตอนนั้นใช้ชีวิตด้วยการขี่มอเตอร์ไซต์ตลอด เลยบอกให้เขาโทรกลับไปที่ออฟฟิตบอกว่าผมมอเตอร์ไซต์คว่ำ ก็มาทั้งออฟฟิต ผมนอนอยู่ที่ไอซียูเฉยๆ เอาทีมอาร์ตมาช่วย มีปาดดินมีเลอะเทอะ คนที่เข้าไปคนแรกคือวิลลี่ คือผมพูดคำเดียวว่ากูยังเตะบอลได้ปะวะ แล้ววิลลี่ก็น้ำตาไหล เหมือนละครไทยเลย ผมบอกเลยว่าเอาจิตใจเพื่อนมาเล่น

วิลลี่ : ผมคิดว่าเขาไม่เป็นอะไรมาก เพราะใส่หมวกกันน็อก และพอเขาทักว่าเขาจะเตะบอลได้มั้ย ตอนนั้นผมคือเส้นประสาทขาดแน่เลยเพราะเขาไม่รู้สึกที่ขาเราก็คิดเลยว่าเขาเดินไม่ได้แล้ว เราร้องไห้เพราะคิดว่าเขาพิการ

เสนาหอย

 

พอเฉลยแล้วว่าไม่เป็นไรพี่วิลลี่โกรธมั้ย?
วิลลี่ : คือโกรธตรงนั้น แต่เราก็ไม่ได้โกรธเพราะแกล้งคนไว้เยอะมันก็บาปกรรมกลับมาที่เรา แล้วดีใจที่เขาไม่เป็นอะไรจริงๆ ถ้าเป็นขึ้นมาก็ภาระเลยเพราะเขาเป็นหัวหน้าครอบครัว

มีสิ่งหนึ่งที่พี่หอยแอบเคืองพี่วิลลี่เลยคืออ่านไลน์แล้วไม่ตอบ?
เสนาหอย : คือมันเป็นธรรมชาติก่อน เขาเป็นคนแบบนี้เลย คือทุกคนทักไม่ว่าจะใคร ไลน์ไปไม่เคยตอบ ขึ้นว่าอ่านแล้วแต่ไม่ตอบไม่เคย


วิลลี่ : พี่อยากตอบ แต่จังหวะในบางครั้ง เวลาเราอัดรายการ ขับรถ ไม่มีคนขับพี่ขับเอง ย้ายกอง ก็ทำของพี่คนเดียว พอมาเปิดดูหลังจากละครจบ 580 เราก็จะกลับบ้านละก็เลยกดอ่านทั้งหมด คุณก็เห็นว่าเราอ่านแล้วแสดงว่ารับรู้ แต่หลังๆ เริ่มมีส่งสติกเกอร์ให้ ถ้าพิมพ์ไลน์หาใครแสดงว่าต้องสำคัญมาก ผมพิมพ์แค่ว่างแล้วโทรหาด้วย

advertisement

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

advertisement

ข่าวยอดนิยม