
วันที่ 13 ต.ค. 69 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงปฏิบัติการ “พิทักษ์กุหลาบตูม” ว่า จุดเริ่มต้นมาจากการที่กรมการปกครองได้รับเบาะแสและเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มไทยไม่ทน ซึ่งได้ร้องเรียนต่อ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก่อนมีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยนายอำเภอและอธิบดีกรมการปกครองได้มอบหมายให้นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นำทีมชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่สืบสวนรวบรวมข้อมูล จนนำไปสู่การขอหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย
จากการตรวจสอบพบผู้เสียหายหญิงชาวเมียนมา อายุ 28 ปี พร้อมลูกสาววัย 5 ขวบ ให้ข้อมูลว่า รู้จักกับนางสาวอรนุช ผู้ต้องหาหญิงและได้รับการชักชวนให้เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยอ้างว่าจะให้ทำงานเป็นแม่บ้าน มีเงินเดือนและค่าตอบแทน รวมถึงจัดทำเอกสารประจำตัวเพื่อให้สามารถอาศัยและทำงานในประเทศไทยได้ อีกทั้งยังรับปากว่าจะให้ลูกสาวได้เข้าเรียนหนังสือ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กลับไม่ได้ทำงานตามที่ตกลงไว้ โดยในช่วงแรกให้ทำงานเป็นแม่บ้านเพียงระยะสั้น ก่อนเปลี่ยนให้ไปขายขนม พวงมาลัย ดอกไม้ และสินค้าอื่น ๆ ตามร้านอาหารและสถานบันเทิง โดยเริ่มจากให้แม่เป็นผู้ขาย ก่อนจะเปลี่ยนให้ลูกสาวออกไปขายด้วย
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า หญิงชาวเมียนมาที่เป็นผู้เสียหายให้ข้อมูลว่า ถูกบังคับขู่เข็ญ ใช้ถ้อยคำรุนแรง ทำร้ายร่างกาย และยึดเอกสารประจำตัวของทั้งตนและลูก โดยมีข้อมูลว่าผู้เสียหายถูกนำช้อนที่เผาไฟมานาบบริเวณแขนเพื่อบังคับให้ทำงานตามที่ผู้ต้องหาต้องการ กระทั่งทั้งสองคนทนไม่ไหวและหลบหนีออกมา ก่อนเข้าร้องเรียนต่อกลุ่มไทยไม่ทน ซึ่งประสานข้อมูลมายังกรมการปกครองเพื่อดำเนินการตรวจสอบ
สำหรับการเข้าตรวจค้นบ้านหลังแรก ภายในซอยรามคำแหง 122 เจ้าหน้าที่พบผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย คือ นายอุกฤษ อายุ 28 ปี นางสาวอรนุช อายุ 24 ปี และเด็กอีก 5 คน ซึ่งคาดว่าเป็นเด็กสัญชาติเมียนมา อายุประมาณ 11-18 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โดยมีทีมสหวิชาชีพ เจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมดำเนินการ เนื่องจากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและมีความละเอียดอ่อน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งได้รับข้อมูลว่าเป็นบ้านของญาติผู้ต้องหา เมื่อเข้าไปตรวจค้นพบว่ามีเด็กภายในบ้านจำนวน 4 คน เด็ก 1 ใน 4 เป็นชาวเมียนมา อายุ 12 ปี ที่ไม่มีผู้ปกครองอาศัยอยู่ภายในบ้านส่วนเด็กที่เหลืออีก 3 คนคาดว่าเป็นลูกหลานของกลุ่มผู้ต้องหา
จากการสอบถาม ญาติของกลุ่มผู้ต้องหาที่อยู่ในบ้านหลังที่สองให้ข้อมูลว่าตอนแรกว่าแม่ของเด็กแต่ละคน นำเด็กมาฝากให้ช่วยดูแล แต่พอถามย้ำกลับให้ข้อมูลว่า แม่ของเด็กแต่ละคนไม่ต้องการตัวเด็กแล้ว จึงนำเด็กไปแลกกับเงิน 30,000 บาท ซึ่งกรณีนี้จึงต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และจะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับเอกสารประจำตัวของผู้ต้องหา นายวรศิษฎ์ ระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ต้องหาหญิงมีบัตรประจำตัวเลข 7 ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าว ขณะที่ผู้ต้องหาชายมีบัตรประจำตัวเลข 0 ซึ่งเป็นบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ส่วนบ้านหลังที่สอง พบว่าบุคคลภายในบ้านซึ่งอ้างตัวว่าญาติผู้ต้องหามีบัตรประจำตัวประชาชน เจ้าหน้าที่จึงต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเอกสารประจำตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ทั้งนี้ กรมการปกครองอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับการทุจริตทางทะเบียน โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวชายแดน เช่น อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งก่อนหน้านี้พบกรณีที่อาจเกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิ์ทางทะเบียนหลายกรณี จึงต้องตรวจสอบว่ากรณีนี้มีความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นหรือขบวนการนำพาคนเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่
สำหรับการดำเนินคดี นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามหมายจับ ซึ่งมีประเด็นหลัก 2 ส่วน ได้แก่ ความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์ และการบังคับใช้แรงงานเด็กที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังต้องสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อขยายผลไปยังความผิดอื่น หากพบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
ส่วนเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือทั้ง 6 คน ซึ่งเป็นเด็กที่พบเพิ่มเติมจากบ้านทั้งสองหลัง ขณะนี้อยู่ในความดูแลของ พม. เพื่อให้ได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูสภาพจิตใจก่อนเข้าสู่กระบวนการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับที่มาและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กแต่ละคนเพิ่มเติม รวมถึงพิจารณาแนวทางการดูแลและการส่งกลับครอบครัวหรือประเทศต้นทางตามขั้นตอนทางกฎหมาย
นายวรศิษฎ์กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการนำพาคนเข้ามาในประเทศไทยมีหลายรูปแบบ บางกรณีอาจมีนายหน้าเป็นผู้ชักชวน แต่สำหรับกรณีนี้ ผู้เสียหายหญิงให้ข้อมูลว่ารู้จักกับผู้ต้องหาหญิงเป็นการส่วนตัว ส่วนเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม โดยรายละเอียดการสอบปากคำผู้ต้องหาจะต้องรอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการก่อน และจะมีการสรุปผลการขยายผลอีกครั้ง
สำหรับมาตรการเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าวที่เข้ามากระทำความผิดในประเทศไทย นายวรศิษฎ์ระบุว่า ต้องตรวจสอบก่อนว่าเอกสารประจำตัวได้มาโดยถูกต้องหรือไม่ หากพบว่าได้มาโดยไม่ถูกต้อง จะต้องดำเนินการถอนสถานะตามขั้นตอน ขณะเดียวกัน หากมีการกระทำความผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นายวรศิษฎ์ กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลมีนโยบายปราบปรามบุคคลต่างด้าวที่เข้ามากระทำความผิดในประเทศไทย โดยประเทศไทยยินดีต้อนรับผู้ที่เดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากเข้ามากระทำความผิดหรืออยู่เหนือกฎหมายไทย จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด
Advertisement