
วันที่ 13 ต.ค. 69 เวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง นำโดย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยกลุ่มไทยไม่ทน เปิดปฏิบัติการ “พิทักษ์กุหลาบตูม” ภายในซอยรามคำแหง 122 หลังพบข้อมูลว่ามีสามีภรรยา คือ นายอุกฤษ และ นางสาวอรนุช ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์
ทันทีที่เจ้าหน้าที่เดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ได้พบกับนางสาวอรนุช ก่อนที่นายปุณยวัชร เกื้อแก้ว ปลัดอำเภอ จะอ่านหมายให้ผู้ต้องหารับทราบ โดยเบื้องต้นแจ้ง 2 ข้อหา ได้แก่ ค้ามนุษย์ด้านการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ และความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก
จากการสังเกตของทีมข่าว พบความผิดปกติบริเวณหน้าบ้าน โดยมีการนำสแลนสีฟ้ามาปิดบริเวณประตูบ้าน ลักษณะคล้ายการอำพราง ภายในบ้านพบถังน้ำแข็งหลายลัง ซึ่งใช้เก็บดอกไม้สำหรับร้อยพวงมาลัยเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังพบกระเป๋าสะพายข้างของเด็กแต่ละคน รวมถึง QR Code สำหรับชำระเงินค่าดอกไม้หรือสินค้าอื่น ๆ ภายในบ้านไม่ได้มีเพียงผู้ต้องหาสามีภรรยาเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลอื่นอาศัยอยู่ด้วย
ต่อมา เจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้รับตัวเด็กโตจำนวน 5 คน ซึ่งอยู่ภายในบ้านไปอยู่ในความดูแล ขณะที่คาดว่ายังมีเด็กเล็กอีกจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้
จากการสอบปากคำเบื้องต้น นางสาวอรนุช ให้ข้อมูลว่า ยังมีบ้านอีกหลังหนึ่งอยู่ภายในซอยรามคำแหง 120 โดยทันทีที่ เดินทางมาถึง พบว่าบ้านหลังนี้มีลักษณะเป็นบ้านสองชั้นทั่วไป ไม่มีการนำสแลนมาติดบริเวณด้านหน้าประตูเหมือนบ้านอีกหลัง ก่อนจะพบหญิงรายหนึ่งซึ่งเป็นญาติของกลุ่มผู้ต้องหา ให้ข้อมูลว่า บ้านทั้งสองหลังมีเด็กอาศัยอยู่ประมาณหลังละ 5 คน โดยยืนยันว่าเด็กทุกคนได้ไปโรงเรียน และไม่มีใครต้องออกไปขายของ
อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมข่าวสอบถามย้ำ หญิงรายดังกล่าวยอมรับว่า มีเด็กบางส่วนออกไปขายน้ำส้มในช่วงเวลาประมาณ 17.00-19.00 น. หลังเลิกเรียน โดยระบุว่าผู้ที่นำเด็กไปขายคือพ่อแม่ของเด็กแต่ละคน และรายได้จากการขายก็เป็นของพ่อแม่เด็ก นอกจากนี้ เมื่อทีมข่าวนำภาพเด็กคนหนึ่งให้หญิงรายดังกล่าวดู เธอระบุว่าเด็กคนนี้มาจากแม่สาย เนื่องจากแม่ของเด็กมีฐานะยากจน จึงส่งเด็กมาทำงานที่นี่
หลังจากหญิงรายดังกล่าวให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวเสร็จ ก็รีบกลับเข้าไปภายในบ้าน ซึ่งมีทั้งผู้หญิงและผู้ชายอยู่ภายในอีก ก่อนจะรีบล็อกประตูปิด เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกให้ออกมาพบอีกครั้ง ก็ไม่มีใครยอมออกมา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องไปตามเจ้าของบ้านซึ่งมีกุญแจมาไขประตูให้
เมื่อเปิดประตูแล้ว เจ้าหน้าที่พยายามแจ้งให้คนที่อยู่ภายในบ้านออกมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ในช่วงแรกไม่ได้รับความร่วมมือ ก่อนจะมีหญิงรายหนึ่งตะโกนว่า “ห้ามถ่าย ห้ามถ่าย เอากล้องลงให้หมด ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่อย่างนั้นจะดำเนินคดีทางกฎหมายให้หมด เพราะรู้กฎหมาย”
ขณะที่ นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยถึงที่มาของปฏิบัติการ “พิทักษ์กุหลาบตูม” ว่า ก่อนหน้านี้ “กลุ่มไทยไม่ทน” ได้ร้องเรียนต่อ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังได้รับข้อมูลว่ามีบุคคลซึ่งไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เลข 0 นำเด็กจากฝั่งเมียนมาเข้ามาสวมสิทธิ์บัตรดังกล่าว ก่อนบังคับให้เด็กออกไปขายสินค้า ทั้งดอกไม้ น้ำส้ม และพวงมาลัย โดยมีข้อมูลว่าเด็กต้องทำงานเกือบตลอดทั้งวัน กลับเข้าบ้านในช่วงประมาณ 04.00 น. ทำให้มีเวลาพักผ่อนน้อย และไม่ได้เรียนหนังสือ
จุดเริ่มต้นของการร้องเรียนมาจากหญิง ชาวเมียนมา ซึ่งให้ข้อมูลว่าเคยถูกนำตัวเข้ามาจากฝั่งเมียนมา โดยเธอเดินทางมาพร้อมกับลูกสาววัยห้าขวบ โดยได้รับการติดต่อจากนายหน้าและถูกหลอกว่าจะให้มาทำงานเป็นแม่บ้าน แต่เมื่อเดินทางเข้ามาแล้วกลับถูกยึดเอกสารส่วนตัว และบังคับให้ออกไปขายสินค้า
หญิงรายดังกล่าวยังให้ข้อมูลว่า ถูกนายอุกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหา ข่มขืนกระทำชำเราถึง 6 ครั้ง หากขายสินค้าได้ไม่หมดจะถูกลงโทษ ขณะที่ลูกสาววัย 5 ขวบของเธอถูกข่มขู่และทำร้ายด้วยไม้แขวนเสื้อ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่ามีการนำช้อนไปเผาไฟแล้วนำมานาบตามร่างกายเด็กบางคน เพื่อกดดันให้ขายสินค้าได้มากขึ้นและจากการตรวจสอบพบว่าทุกครั้งที่เด็กออกไปขายของเงินจะถูกโอนเข้า QR Code ของผู้ต้องหาทั้งสองคน
ต่อมา หญิงรายดังกล่าวทนไม่ไหว จึงพาลูกสาวหลบหนีออกจากบ้านและเข้าร้องเรียนต่อกลุ่มไทยไม่ทน ก่อนที่กลุ่มไทยไม่ทนจะนำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้สั่งการให้กรมการปกครองส่งชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จึงขอหมายค้น และหมายจับ จากศาลจังหวัดมีนบุรี เพื่อเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้อง
นายรณรงค์ กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนพบข้อมูลว่าภายในบ้านมีเด็กชาวเมียนมาอาศัยอยู่หลายคน และอาจมีเด็กที่ถูกบังคับใช้แรงงานมากกว่านี้ จึงต้องตรวจสอบและเข้าสู่กระบวนการคัดกรองคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามกระบวนการต่อไป
ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบบ้านอีกหลังนึงซึ่งอยู่ภายในซอยรามคำแหง 120 ซึ่งได้รับข้อมูลว่าเป็นบ้านญาติของผู้ต้องหา โดยเมื่อเดินทางไปถึงและสอบถามว่ารู้จักกับบุคคลในบ้านเป้าหมายหรือไม่ กลับได้รับคำปฏิเสธ ก่อนที่บุคคลภายในจะปิดบ้านเงียบ เจ้าหน้าที่จึงต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีเด็กที่อาจเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวอยู่ภายในหรือไม่
ทั้งนี้จากการเข้าตรวจค้นภายในบ้านหลังแรกพบว่ามีเด็กจำนวน 9 คน แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีเด็กจำนวน 5 คนไม่มีผู้ปกครองและเด็กส่วนใหญ่มาจากฝั่งเมียนมาร์พูดภาษาไทยไม่ได้ มีเด็กตั้งแต่อายุ 11-14–18 ปี
ส่วนเด็กอีก 4 คนเป็นลูกและหลานของผู้ต้องหาทั้งสองคนซึ่งความเป็นอยู่ของเด็กทั้งสี่คนจะดีกว่า
ทั้งนี้เด็กทั้ง 5 คนเจ้าหน้าที่นำออกจากบ้านและส่งให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดูแลนั้น นายรณรงค์ระบุว่า เบื้องต้นคาดว่าเป็นเด็กที่เดินทางมาจากฝั่งเมียนมา เนื่องจากบางคนไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ ขณะที่บางคนสามารถสื่อสารภาษาไทยได้บ้างแล้ว โดยเด็กทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์และตรวจสอบข้อมูล รวมถึงตรวจร่างกาย เพื่อพิจารณาว่ามีใครเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือถูกทำร้ายร่างกายหรือไม่
ส่วนกรณีเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่นั้น นายรณรงค์ ระบุว่า ศาลได้อนุมัติหมายจับในคดีค้ามนุษย์แล้ว โดยข้อหาหลักเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังต้องดำเนินการสอบสวนผู้ต้องหาและคัดกรองคัดแยกผู้เสียหายตามขั้นตอน
สำหรับแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับสถานะทางทะเบียนของผู้ต้องหา นายรณรงค์ระบุว่า ต้องตรวจสอบที่มาและข้อเท็จจริงของแต่ละบุคคลก่อน หากพบว่าเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ก็อาจดำเนินการเนรเทศได้ แต่หากเป็นบุคคลที่อยู่ในกลุ่มชนชายขอบ จะต้องพิจารณาประเด็นสิทธิมนุษยชนประกอบด้วย
Advertisement