Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
นศ.19 ถูกหลอกถอนเงิน 2.4 ล้าน หลังมิจฉาชีพขู่ฟอกเงิน ส่งคนมารับเงินสด

นศ.19 ถูกหลอกถอนเงิน 2.4 ล้าน หลังมิจฉาชีพขู่ฟอกเงิน ส่งคนมารับเงินสด

22 ก.ย. 69
08:04 น.
แชร์

นศ.19 ปี โดนแก๊งฯหลอกเอี่ยวฟอกเงิน สั่งกุเรื่องพ่อว่าได้ทุนเรียนต่างประเทศ ถอนเงิน 2.4 ล้าน ส่งคนมารับเงินสดซอยเปลี่ยว

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 13-19 ก.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,514 คดี มูลค่าความเสียหาย 236 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 6-12 ก.ย.69 คดีที่รับแจ้งความมีจำนวนลดลง 204 คดี เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายที่ลดลงกว่า 61 ล้านบาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุดอยู่ที่ 4,103 คดี คิดเป็น 74.4% ของคดีทั้งหมด และยังเป็นประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดอีกด้วย ที่มีความเสียหายกว่า 54 ล้านบาท คิดเป็น 22.9% ของคดีทั้งหมด

ขณะที่จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด ในสัปดาห์นี้พบว่า

1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 89 คดี มูลค่าความเสียหาย 6.8 ล้านบาท

2.เชียงใหม่ มีการแจ้งความไว้ 31 คดี มูลค่าความเสียหาย 9.6 แสนบาท

3.นนทบุรี มีการแจ้งความไว้ 22 คดี มูลค่าความเสียหาย 14.6 ล้านบาท

แต่หากวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหายที่มักจะถูกหลอกในรอบสัปดาห์นี้ ก็ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดียังพบอีกว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับที่ 3 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลการปฏิบัตินำไปสู่การประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที รวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 21 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 3.8 ล้านบาท

โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ โดยมีมูลค่าสูง

เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสาน สน.บางนา ได้รับเคสด่วนในการเข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นนักศึกษาชาย อายุ 19 ปี ถูกกลุ่มมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มาข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนพัวพันกับความผิดฐานฟอกเงิน ก่อนจะออกอุบายให้พูดคุยผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน “ไลน์” จากนั้นหลอกลวงให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมดังกล่าว ด้วยการให้ถอนเงินสดในบัญชีทั้งหมดมามอบให้เจ้าหน้าที่นำไปตรวจสอบ ซึ่งผู้เสียหายมีเงินอยู่ในบัญชีจำนวน 400,000 บาท จึงไปถอนเงินสดจำนวนดังกล่าวที่ธนาคารแห่งหนึ่งในเขตปทุมวัน โดยที่มีมิจฉาชีพมารอรับเงินทันทีที่หน้าธนาคาร เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569

จากนั้น มิจฉาชีพยังขู่อีกว่า ต้องใช้เงินเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์อีกจำนวน 2,000,000 บาท ซึ่งเงินทั้งหมดจะคืนกลับให้หลังตรวจสอบเสร็จแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่มีเงินจึงปฏิเสธมิจฉาชีพไป ด้านมิจฉาชีพออกอุบายว่า จะช่วยเหลือให้พ้นคดีอย่างเต็มที่แต่ต้องนำเงินจำนวนนี้มาตรวจสอบเพิ่มเติม และสร้างเรื่องให้ผู้เสียหายให้ไปบอกกับผู้ปกครองว่า ได้รับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศต้องใช้เงินเป็นค่าดำเนินการวีซ่า และแสดงในบัญชีธนาคาร พร้อมกับสั่งห้ามไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด เพื่อตัดขาดเหยื่อออกจากคนรอบข้างและครอบครัว ด้านผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามออกจากบ้านพักและมาเช่าโรงแรมแห่งหนึ่ง ในซอยศรีนครินทร์ 65 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ระหว่างนั้นผู้เสียหายโกหกพ่อเพื่อขอเงิน 2,000,000 บาท และการถอนเงินสดออกไปถึง 2 ครั้ง คือ ในวันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 17.31 น. จำนวน 1,000,000 บาท และในวันที่ 13 กันยายน 2569 เวลา 13.50 น. อีกจำนวน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินสด 2,000,000 บาท ซึ่งทั้งสองครั้ง กลุ่มมิจฉาชีพจะส่งผู้ร่วมขบวนการมารับเงินสดที่โรงแรมในจุดมุมอับเพื่อไม่ให้กล้องวงจรปิดจับภาพได้

ต่อมา มิจฉาชีพบังคับให้ผู้เสียหายขอเงินจากพ่ออีก 1,500,000 บาท โดยกุเรื่องให้ผู้เสียหายไปอ้างกับพ่อว่า ต้องใช้เงินเพื่อจ่ายค่าประกันการเดินทาง ค่าประกันชีวิตขณะอยู่ต่างประเทศ และค่ากินอยู่ต่างๆ ซึ่งพ่อก็โอนเงินมาให้จริง กระทั่ง ผู้เสียหายเดินทางไปถอนเงินที่ธนาคาร แต่ครั้งนี้ทางธนาคารกสิกรไทยตรวจสอบพบความผิดปกติ จึงอายัดบัญชีและโทรศัพท์แจ้งพ่อของผู้เสียหาย พร้อมกับประสานแจ้ง War Room เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือ

แต่มิจฉาชีพยังคงกดดันผู้เสียหายให้ไปยกเลิกอายัดบัญชี หากไม่ทำตามจะต้องถูกจับคดีฟอกเงินทำให้หมดอนาคต ด้านผู้เสียหายหลงกลอุบาย จึงกลับไปที่ธนาคารขอยกเลิกอายัดบัญชี โดยอ้างกับธนาคารว่า จำเป็นต้องใช้เงินด่วนเพื่อไปติดต่อญาติช่วยเคลียร์คดีและไถ่ถอนโฉนดที่ดินของแม่ที่กำลังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพัทยา และขณะนั้น เจ้าหน้าที่ธนาคารสังเกตว่า ผู้เสียหายใส่หูฟังคุยกับใครบางคนตลอดเวลา จึงสอบถามว่า “คุยกับใคร” ด้านผู้เสียหายตอบว่า “คุยกับพี่ชาย” จากนั้น เจ้าหน้าที่ธนาคารซึ่งเชื่อว่าปลายสายเป็นมิจฉาชีพอยู่แล้ว จึงขอคุยแทนว่าจะนำเงินไปทำอะไร ปรากฏว่า มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นพี่ชายผู้เสียหายทันที และให้เห็นผลเดียวกันกับผู้เสียหาย แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารไม่หลงกล จึงไม่ยกเลิกอายัดบัญชีให้ และบอกกับผู้เสียหายว่าโดนมิจฉาชีพหลอก ทำให้ผู้เสียหายได้สติ รวมยอดสูญหายทั้งหมด 2,400,000 บาท

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.บางนา เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบทันที และพบข้อมูลว่า ผู้เสียหายเดินทางเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าว เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดของทางโรงแรม พบผู้เสียหายเข้าพักวันที่ 12 กันยายน 2569 จริง และสะพายกระเป๋าขึ้นรถจักรยานยนต์ออกจากโรงแรมไปเมื่อเวลาประมาณ 20.48 น. ของวันที่ 14 กันยายน 2569 เพื่อกลับไปที่บ้าน ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตามเส้นทางกลับไปที่บ้าน และแนะนำให้แจ้งความที่ สน.บางนา รวมทั้งที่ สน.ปทุมวันด้วย เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

Advertisement

แชร์
นศ.19 ถูกหลอกถอนเงิน 2.4 ล้าน หลังมิจฉาชีพขู่ฟอกเงิน ส่งคนมารับเงินสด