
วันที่ 21 ก.ย.2569 ที่ศาลาการเรียนวัดทรงกระเทียม ต.สาลี อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พันจ่าเอกสุริยา ภู่สวัส นายอำเภอบางปลาม้า นัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนหมู่ 7 ต.สาลี จำนวน 7 ครัวเรือน ซึ่งได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาศาลให้รื้อถอนบ้านพักอาศัยออกจากพื้นที่ชลประทาน โดยชาวบ้านยอมรับคำตัดสิน แต่ประสบปัญหาไม่มีที่พักอาศัยแห่งใหม่ และขาดทุนทรัพย์ในการรื้อถอนและก่อสร้างบ้านหลังใหม่
ระหว่างการประชุม เจ้าหน้าที่ได้เสนอแนวทางขอใช้พื้นที่บริเวณวัดทรงกระเทียมบางส่วน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนได้มีที่อยู่อาศัยชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ไวยาวัจกรวัดไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เนื่องจากพื้นที่ของวัดบางส่วนมีผู้เช่าอยู่แล้ว จึงเกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ถึงขั้นมีการชี้หน้ากัน ก่อนที่ไวยาวัจกรทั้งสองคนจะเดินออกจากที่ประชุม
ไวยาวัจกรวัดทรงกระเทียม ชี้แจงว่า ที่ดินของวัดเป็นพื้นที่ที่มีผู้ถวายให้วัดมานาน และปัจจุบันบางส่วนมีผู้เช่าอยู่ตามสัญญา ส่วนพื้นที่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลเช่าเพื่อใช้ติดตั้งถังประปานั้น ทางวัดยินยอม เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านทั้งหมู่บ้านที่จำเป็นต้องมีสถานที่ตั้งถังประปา ขณะที่พื้นที่สำหรับให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเข้าพักอาศัย ทางวัดเสนอให้ใช้พื้นที่อีกฝั่งหนึ่งบริเวณวัดสาลี แต่พื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างจากชุมชนและไม่มีทางเข้า-ออกที่สะดวก
พันจ่าเอกสุริยา ภู่สวัส นายอำเภอบางปลาม้า กล่าวว่า เบื้องต้นได้ประสานขอใช้พื้นที่วัดทรงกระเทียมแปลงเดียวกับที่ อบต.เช่าไว้สำหรับดำเนินการด้านระบบประปา แต่ทางวัดไม่อนุญาตให้จัดสรรพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัย และเสนอพื้นที่บริเวณหมู่ 2 ฝั่งวัดสาลีแทน ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่เดิมและไม่มีทางเข้า-ออก จึงพยายามหาทางออกร่วมกันจนเกิดการโต้เถียงขึ้น
นายอำเภอบางปลาม้า กล่าวเพิ่มเติมว่า วัดทรงกระเทียมมีพื้นที่ประมาณ 18 ไร่ จึงมองว่าหากสามารถแบ่งพื้นที่ไม่ถึง 2 งาน เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน น่าจะเป็นการช่วยเหลือกันในฐานะคนไทยด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อทางวัดไม่ยินยอม จึงได้ขอความร่วมมือจาก อบต. ให้พิจารณาจัดสรรพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ซึ่งเดิมเช่าจากวัดทรงกระเทียมเพื่อใช้ดำเนินการด้านประปา โดยแบ่งพื้นที่บางส่วนจัดสรรให้ชาวบ้านทั้ง 7 ครัวเรือนใช้เป็นที่พักอาศัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้สามารถตั้งหลักได้
ด้านนายธนพิสิทธิ์ จุมพลพานิชย์ หรือ “ผู้ใหญ่ตี๋” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.สาลี กล่าวว่า ชาวบ้านทั้ง 7 ครัวเรือนถูกศาลมีคำสั่งให้รื้อถอนบ้านทั้งหมด ซึ่งตนในฐานะผู้ใหญ่บ้านพยายามช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่ โดยนำเงินส่วนตัวมาช่วยค่ารื้อถอนบ้านหลังละ 10,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังเตรียมระดมทุนเพื่อหาเงินมาช่วยเหลือชาวบ้านในส่วนของค่ารื้อถอนและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบ้านหลังใหม่เพิ่มเติม
ขณะที่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั้ง 7 ครัวเรือน กล่าวว่า พวกตนยอมรับคำตัดสินของศาลและพร้อมดำเนินการรื้อถอนบ้านตามคำสั่ง แต่ขอเวลาในการเตรียมตัว เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน มีปัญหาน้ำหลาก และแต่ละครอบครัวไม่มีเงินทุนเพียงพอ จึงอยากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่อนผันและอย่าเร่งรัดจนเกินไป เพื่อให้มีเวลาเตรียมความพร้อมและตั้งหลัก ก่อนจะทยอยดำเนินการรื้อถอนต่อไป
Advertisement