
วันนี้ (7 พฤษภาคม 2569) เวลา 14.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปบย.ตร.), พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปบย.ตร., นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.), ผู้แทนสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่,
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายลักลอบจำหน่ายและผลิตบุหรี่ไฟฟ้า ภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับการบูรณาการความร่วมมือการป้องกันปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าของหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในประเทศทุกมิติ ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันพบว่ามีการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และมีการลักลอบจำหน่ายในหลายช่องทาง เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลจึงได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยหารือร่วมกับ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปบย.ตร., กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมกันตรวจสอบและลงพื้นที่บังคับใช้กฎหมายการกระทำผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะการจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ การกระทำความผิดในลักษณะเป็นเครือข่ายหรือขบวนการ หรือมีโกดังเก็บบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมาก เพื่อเป็นมาตรการตัดวงจรการกระจายสินค้าไปยังประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากการบูรณาการข้างต้น ส่งผลให้ในห้วงเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ได้หลายราย ตรวจยึดของกลางได้มากกว่า 80,000 ชิ้น มูลค่าของกลางรวมกว่า 40 ล้านบาท โดยคดีล่าสุดที่แถลงข่าววันนี้ เป็นการจับกุมเครือข่ายลักลอบผลิตบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งตรวจค้นพบอุปกรณ์การผลิต ทั้งเครื่องฉีดน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า เครื่องซีลกล่องและซองบุหรี่ไฟฟ้า เครื่องปั๊มอัดบุหรี่ไฟฟ้า ลักษณะคล้ายเปิดเป็นโรงงานผลิตและบรรจุบุหรี่ไฟฟ้า และยังมีการเปิดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ทาง Facebook และ Tiktok โดยมีการทำ content นำคนมาแต่งกายในชุดจั๊มสูท สวมหน้ากาก เพื่อโฆษณาดึงดูดความสนใจของประชาชน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย รวมถึงยังมีคดีที่ได้จับกุมขบวนการนำเข้าสารเอโทมิเดต น้ำหนัก 28 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสารเสพติดที่นิยมนำมาใช้ผสมกับน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อปรับสูตรเป็น “บุหรี่ซอมบี้” เป็นที่นิยมในกลุ่มเที่ยวสถานบันเทิง ซึ่งมีแนวโน้มการแพร่ระบาดมากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นในการข้ามไปเสพยาเสพติดประเภทอื่น ปัจจุบันสารนี้ถือเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มีอันตรายต่อระบบประสาท ถึงขั้นอาจทำให้หยุดหายใจได้ ผู้ใดมีไว้ในครอบครองมีโทษจำคุก ไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 700,000 บาท
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้สั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มอบหมายเจ้าหน้าที่ สคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับร้านค้าบุหรี่ไฟฟ้าทั่วประเทศ โดยในระดับจังหวัด ได้กำชับให้ สคบ. ทุกจังหวัด ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงานกับสถานีตำรวจในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าเกิดผลเป็นรูปธรรม
ด้าน พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปบย.ตร. ให้ข้อมูลการดำเนินการในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มเติมว่า แม้ว่าจะเริ่มมีการตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปบย.ตร.) ได้ไม่ถึง 1 เดือน แต่ทุกหน่วยร่วมกันสืบสวนจับกุมตามมาตรการที่กำหนด จนมีผลการดำเนินการเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ตนได้สั่งให้ทุกหน่วยเปิดปฏิบัติการลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ เพื่อดำเนินการปราบปรามเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งรายใหญ่ รายย่อย ลักลอบขายหน้าร้านและขายออนไลน์ รวมถึงเครือข่ายการลักลอบผลิตบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง ทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 รวมทั้งขยายผลเพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ด้วย เพื่อให้ผู้ทำผิดรับโทษสูงสุดตามกฎหมาย ตัดวงจรการแพร่ระบาดอย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบายของรัฐบาล
พล.ต.อ.นิรันดรฯ กล่าวเสริมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ยกระดับในด้านการรณรงค์และป้องกันควบคู่กันไป ด้วยการบูรณาการกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่, ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.), มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และเครือข่ายรณรงค์อื่นๆ เพื่อให้สร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน ให้ทราบถึงอันตรายและโทษ ตามกฎหมายจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า
พร้อมทั้งฝากไปยังพี่น้องประชาชนว่า หากพบเบาะแสการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นการลักลอบเปิดหน้าร้านหรือจำหน่ายออนไลน์ สามารถโทรแจ้งเบาะแสมายังสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 สายด่วน สคบ. 1166 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และในอนาคตจะเปิดให้มีการแจ้งเบาะแสผ่านทางแอปพลิเคชัน Police Care ได้อีกช่องทางด้วย
Advertisement