
วันที่ 27 เม.ย. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะทำงาน เพื่อพิจารณาข้อเสนอปรับโครงสร้าง ราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน พร้อมทีมกฎหมานรับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษแก่บริษัทคลังน้ำมันที่มีพฤติการณ์ความผิดเกี่ยวข้องกับใบขนส่งน้ำมันกว่า 100 รายการ ว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้นำฝ่ายกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงาน แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษที่ DSI เนื่องจาก DSI ได้รับคดีเรือบรรทุกน้ำมันเป็นคดีพิเศษแล้ว ซึ่งในการขยายผลและการตรวจสอบภายในของกระทรวงพลังงาน ในกรมธุรกิจพลังงาน มีการนำใบขนส่งน้ำมันจากผู้ค้ามาตรา 7 มาตรวจสอบ เรื่องการกำกับขนส่งน้ำมันทางเรือในช่วงเดือนมีนาคม 2569 พบว่าในใบกำกับขนส่งน้ำมันทางเรือในเดือนมีนาคมของผู้ค้ามาตรา 7 จำนวน 6 ราย ไม่เป็นไปตามประกาศกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย โดยมีโทษจำคุก 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้พบว่าเป็นใบกำกับขนส่งทางเรือของโรงกลั่นที่จังหวัดระยอง และชลบุรี ที่มีการขนส่งทางเรือไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา รวมทั้งสิ้น 166 ใบ ซึ่งเป็นไปตามประกาศกำหนด เรื่องนี้ ต้องการให้ DSIดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งนี้ในใบประกาศกำกับการขนส่งทางเรื่อง และตาม กำหนดของกรมธุรกิจพลังงานใบขนส่งนั้น ต้องประกอบไปด้วยผู้ค้า ผู้ซื้อ ชื่อเรือ และวันเวลาในการออกใบคำสั่งตัวน้ำมันที่อยู่ในการซื้อขาย รวมถึงวันเวลาที่เรือเดินทาง แต่ปรากฏว่าบางใบมีข้อมูลไม่ครบถ้วน เมื่อตรวจสอบพบจึงต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนจะเข้าข่ายปลอมแปลงเอกสารหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของ DSI ในการสืบสวนสอบสวน ขณะที่กระทรวงพลังงานดำเนินคดีในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมัน พ.ศ.2543
เมื่อถามว่าในช่วงที่ยังไม่เกิดวิกฤตพลังงาน กลุ่มคลังน้ำมันเคยมีพฤติกรรมลักษณะแบบนี้หรือไม่ นางสาวฐิติภัสร์ ระบุว่า กระทรวงพลังงานอาจจะไม่ได้มีการกำกับหรือติดตามจุดนี้อย่างเข้มข้น โดยตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน เมื่อนำน้ำมันจากผู้ค้ารายหนึ่งไปสู่ผู้รับรับซื้อ ต้องมีใบกำกับการขนส่งทั้งทางรถและทางเรือ ซึ่งตามหลักการและตามกฏหมาย เมื่อมีการซื้อขายกัน ผู้ซื้อกับผู้ขายต้องเก็บใบนี้ไว้ 60 วัน เพราะหากเจ้าหน้าที่มีข้อสงสัยหรือพบข้อพิรุธก็สามารถเรียกไปขนส่งเหล่านี้มาตรวจสอบได้ ทั้งนี้ DSI ได้มีการทำตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี หลังพบความผิดปกติในการกักตุนน้ำมัน จึงมีการนำข้อมูลเหล่านี้มาตรวจสอบ ซึ่งในรายละเอียดของใบกำกับการขนส่งจะมีระยะเวลาที่เรือจะเดินทางไปถึงอยู่แล้ว และตามหลักการปลายทางจะต้องมีการระบุเวลา โดยพบข้อมูลว่าบางใบดังกล่าวมีระยะเวลาการขนส่งที่นานผิดปกติ ซึ่งดีเอสไอพร้อมที่จะนำข้อมูลไปขยายผลต่อไป
เมื่อถามว่าหลังพบการกระทำความผิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เคยระบุว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพื่อนำเงินดังกล่าว ไปทดแทนเงินในกองทุนน้ำมัน นางสาวฐิติภัสร์ บอกเพียงว่า เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรี พร้อมยืนยันว่า กระทรวงพลังงานจะตรวจสอบเรื่องดังกล่าวนี้อย่างครบทุกมิติ รวมถึงข้อมูลที่ประชาชนได้แจ้งเข้ามา ทั้งพรบ.ควบคุมคลังน้ำมันแต่ละที่ ที่มีการแจ้งปริมาณน้ำมันสำรอง และหากพบความผิดปกติจะมีการขยายผลใบกำกับการขนส่ง และย้ำว่าหากไม่เป็นไปตามกฏหมายก็พร้อมดำเนินคดี ส่วนเรื่องการกักตุน หรือการประวิงเวลา จะเข้าข่ายกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่ง DSI จะรับเป็นแม่งาน เพื่อประสานงานเชื่อมข้อมูลทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีทั้งหมดเช่นเดียวกัน
ด้านพันตำรวจโท อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า จากกรณีกรมธุรกิจพลังงานได้มาร้องทุกข์ ให้เดินคดีดำเนินคดีกับผู้ค้าตามมาตรา 7 เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามประกาศของกรมที่กำหนดไว้ เกี่ยวกับการขนส่งน้ำมัน ซึ่ง DSI จะรับเรื่องไว้ และนำเข้าสู่กระบวนการ โดยนำเข้าสู่การพิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการอยู่ สำหรับการพิจารณาจะดำเนินการตามคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติวันที่ 9 เมษายน 2569 เกี่ยวกับกรณีความผิดทางอาญา ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ตามนิยามของกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมัน ไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฏหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อน หรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชน หรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ ทั้งนี้การพิจารณาไม่ใช่ทุกเรื่องจะเข้าสู่กรณีการเป็นคดีพิเศษ เพราะต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆไป ว่าจะเข้าหลักเกณฑ์ตามที่คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติหรือไม่
นอกจากนี้ กรณีการสอบสวนบริษัทในจังหวัดอ่างทองที่มีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ทางอธิบดีฯ ได้มีคำสั่งรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งคดีเรียบร้อยแล้ว และจะมีการออกหมายเรียกพยานแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามและผู้ถือหุ้น เพื่อเข้ามาให้ปากคำชี้แจงในฐานะพยานตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนการสืบสวนบริษัทเจ้าของเรือขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 8 บริษัท ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับประเด็นน้ำมันล่องหนกลางทะเลประมาณ 60 ล้านลิตร
ที่ผ่านมาคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน สอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปแล้วทั้งสิ้น 6 บริษัท จึงเหลืออีกเพียง 2 บริษัทเรือ ที่อยู่ระหว่างประสานว่าจะเข้าพบพนักงานสอบสวนภายในสัปดาห์นี้
Advertisement