
จากกรณีคดีเหมืองทองคำพิจิตร (เหมืองอัครา) ซึ่งเป็นข้อพิพาทระยะยาวระหว่าง ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม กับ บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกสั่งปิดด้วยคำสั่ง ม.44 ในปี 2559 จนนำไปสู่การที่บริษัทแม่ (คิงส์เกต) ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลไทย และล่าสุดปี 2569 ได้มีการถอนคำร้องโดยไทยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ปัจจุบันเหมืองได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง
วันนี้ (24 มี.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดพิพากษาคดีเหมืองทองคำพิจิตร (เหมืองอัครา) โดยมีกลุ่มชาวบ้านผู้ทีได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำ จังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์' ได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษา พร้อมเรียกร้องค่าเยียวยา โดยให้ทางบริษัทอัครา จ่ายค่าชดเชยและค่าเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดประมาณ 1,788,000 บาทต่อคน และต่ำสุดประมาณ 1,238,000 บาทต่อคน) จากนั้นในเวลา 12.30 น. ถึงเวลา 13.00 น. กลุ่มชาวบ้านจะเดินทางไปที่สภาทนายความ เพื่อขอบคุณผู้บริหารสภาทนายความ
โดยภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ชดใช้ค่าเสียหายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองทองคำ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยา ดังนี้
ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ที่ตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกาย เกินค่ามาตรฐาน ผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี รายละ 200,000 บาท ผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป รายละ 100,000 บาท ส่วนผู้ที่ตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกาย ไม่เกินค่ามาตรฐาน ผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี รายละ 100,000 บาท ผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป รายละ 50,000 บาท
กำหนดค่าเสียหายเพื่อเยียวยาด้านจิตใจ จากความหวาดกลัวและความวิตกกังวล กรณีเกินค่ามาตรฐาน รายละ 20,000 บาท
กรณีไม่เกินค่ามาตรฐาน รายละ 10,000 บาท ให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพ และค่าขาดประโยชน์จากการใช้แหล่งน้ำสาธารณะและการดำรงวิถีชีวิต รายละ 5,000 บาทเท่ากันทุกประเภทและให้บริษัทรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง โดยสงวนสิทธิไม่เกินระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
สำหรับในส่วนของการฟื้นฟู ศาลมีคำสั่งให้บริษัทดำเนินการปรับปรุงและฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบเหมือง รวมถึงแหล่งน้ำสาธารณะ อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ปราศจากการปนเปื้อนจากการทำเหมือง ตลอดจนให้ดำเนินการจัดการกากแร่และกลบบ่อกักเก็บกากแร่ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
ตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เปิดเผยภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมองเห็นความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก โดยไม่เอื้อประโยชน์ต่อนายทุน แม้จำนวนเงินเยียวยาอาจยังไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นธรรม พร้อมระบุว่า หลังจากนี้จะติดตามการดำเนินการของบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยคาดหวังให้เกิดการปรับปรุงและฟื้นฟูพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้น
ว่าที่ร้อยตรีสมชาย อามีน ทนายความฝ่ายโจทก์ เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นการฟ้องร้องแบบกลุ่ม โดยมีสมาชิกผู้ร่วมฟ้องจำนวน 382 คน และในคำพิพากษา ศาลยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกในคดี สามารถยื่นคำร้องขอรับการเยียวยาเพิ่มเติมได้ โดยนำหลักฐาน เช่น ใบรับรองแพทย์ ยื่นต่อกรมบังคับคดี
ผ่านคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบและคัดกรองผู้ได้รับผลกระทบ ก่อนพิจารณาการเยียวยา ขณะที่ทีมทนายความจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา และคาดว่าฝ่ายบริษัทอาจใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์
นางสาวเอมิลี่ ประดิจิตร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิมานุษยะ ซึ่งติดตามและสนับสนุนการเรียกร้องของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า รู้สึกยินดีที่คดีนี้นำไปสู่คำพิพากษาที่ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยา และถือเป็นความก้าวหน้าของ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เริ่มขึ้นในปี 2559 โดยชาวบ้านกว่า 300 คนจากจังหวัดพิจิตรได้ยื่นฟ้องภายใต้กฎหมายละเม็ด (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420) ถือเป็นคดีสิ่งแวดล้อมแบบกลุ่ม (ClassAction) คดีแรกในประเทศไทย โดยฟ้องร้องผู้ดำเนินกิจการ เหมืองทองคำชาตรี (เหมืองทองที่ใหญ่ที่สุดในไทย พื้นที่ประมาณ 193,937 ไร่) จากผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่สะสมมานานหลายทศวรรษ โดยในปี 2562: ศาลแพ่งรับเป็นคดีแบกลุ่ม แผนกคดีสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมาเจออุปสรรค คือเกิดความล่าช้ากว่า 10 ปี เนื่องจากการล็อกดาวน์ช่วง
โควิด-19 และกลยุทธ์การประวิงเวลาของบริษัทเหมือง โดยศาลแพ่งรัชดามีกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันนี้ 24 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. กลุ่มชาวบ้านจึงมารวมตัวกันเรียกร้องให้บริษัทจ่ายชดใช้ค่าเสียหาย ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลจากสารพิษ, ค่าความเสื่อมเสียต่อสุขภาพกายและจิตใจ, ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
Advertisement