
วันที่ 21 มี.ค. 69 เต็นท์รถมือสองชื่อ “นิ่มนวลกลการ” หรือ “สมบูรณ์กลการ” ตั้งอยู่ใน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีนายสมบูรณ์ (สงวนนามสกุล) และ น.ส.นิ่มนวล (สงวนนามสกุล) สองสามีภรรยา อายุ 52 ปี เป็นเจ้าของ
ที่กลายเป็นคดีมหากาพย์เป็นที่รู้จักกันมายาวนานนับ 10 ปี ที่เจ้าของเต็นท์ฉ้อโกงทุกรูปแบบ ทั้งคู่ค้าและลูกค้ามาซื้อ หรือเอารถมาขาย เช่น เอารถมาขาย เจ้าของเต็นท์ใช้กลอุบายหลอกล่อให้เซ็นต์เอกสารแล้วไม่ได้เงิน อ้างจ่ายแล้ว, ซื้อรถแล้วไม่ได้รถ รวมถึงเอารถมาแลกคันใหม่ แต่กลับเสียทั้งรถเก่า และไม่ได้รถใหม่ มีผู้เสียหายแจ้งความไว้ที่ สภ.สตึกร่วม 300 คดี แต่ดำเนินคดีได้ประมาณ 270 คดี
ในเวลาต่อมาเจ้าของเต็นท์ได้วิ่งเต้นคดี ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะมีญาติเป็นนักกฎหมายระดับอัยการ ชาวบ้านร้องเรียนทั้งสื่อสารมวลชน ร้องทั้งกระบวนการยุติธรรมหลายครั้ง ครั้งหนึ่ง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เคยมาติดตาม และเร่งคดีด้วยตนเอง
แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะเจ้าของเต็นท์ยังก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความทั้งตัว จ.บุรีรัมย์ และต่างจังหวัด หลังจากเสี่ยเต็นท์รถเปลี่ยนวิธีใหม่ด้วยการโพสต์รับซื้อรถถึงบ้าน สุดท้ายไม่จ่ายเงินแล้ว เสี่ยได้เอารถที่จะซื้อไปซ่อน แล้วเปลี่ยนหมายเลขเครื่องหมายเลขตัวถังใหม่ เอาไปตั้งขายอย่างโจ่งครึม
คดีทั้งหมดได้เริ่มแดงขึ้นมาเมื่อปี 61 ไม่รวมกับก่อนหน้านั้น ที่เจ้าของรถหลงเซ็นต์เอกสารให้โดยไม่รู้ตัว และไม่สามารถดำเนินคดีได้อีกกว่า 100 ราย รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 200 ล้านบาท และตกเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานได้พยายามเข้าไปค้นหาหลักฐานในเต็นท์รถ และบ้านพักหลายครั้ง แต่ทำได้แค่เป็นพิธี เพราะเสี่ยมีกุนซือที่ดีสามารถหลีกเลี่ยงคดีความมาได้อย่างตลอด
แต่ครั้งที่ พ.ต.อ.วชิรวิทย์ วรรณธาณี ทำหน้าที่ ผกก.สภ.สตึก เมื่อในช่วงปี 65-66 ไม่รับการเจรจา หรือยืดเวลา การดำเนินคดีได้ส่งคดีทั้งหมดฟ้องศาลจังหวัดบุรีรัมย์ประมาณ 210 คดี ไม่รวมกับคดีที่มีผู้เสียหายมาแจ้งความเพิ่มอีกนับ 10 คดี ท่ามกลางการลุ้นระทึกของผู้เสียหายทั้งหมดว่าคดีจะจบลงได้อย่างไร
ล่าสุดวันที่ 20 มี.ค. 69 ศาลชั้นต้นจังหวัดบุรีรัมย์ได้พิจารณาว่า ทั้งสองได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้องพิพากษาตัดสินคดี “เต็นท์รถสมบูรณ์” อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ จำคุกสองสามีภรรยาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน คนละ 318 ปี โดยไม่รอลงอาญา และได้ประกันตัวออกไป เพื่อยื่นต่อศาลอุธรณ์
นายเดช อายุ 72 ปี 1ในผู้เสียหาย เล่าว่า ครั้งนั้นตนโดนโกงรถบรรทุก 6 ล้อไป คดีของตนอยู่ลำดับที่ 270 หลังทราบข่าวส่วนตัวรู้สึกดีใจที่กระบวนการยุติธรรมของไทยมีจริง
การตัดสินของศาลยุติธรรมแล้ว แต่ถ้าสั่งจำคุกแค่ 4-5 ปี ไม่สมควร เพราะทั้งสองคนทำบาปกับชาวบ้านมาเป็นจำนวนมาก หลายคนล้มละลาย บางคนต้องขายที่นามาใช้หนี้ ถ้าจะให้สาสมควรจะประหารชีวิต เพื่อไม่ให้ไปหลอกลวงชาวบ้านอีก
Advertisement