
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลแขวงปทุมวัน มีคำพิพากษาจำคุก โตเกียว และ ไชยโย จำเลยทั้งสอง คนละ 6 เดือน ไม่รอลงอาญา แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสืบสวนสอบสวน และให้การรับสารภาพในระหว่างการคุมประพฤติ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 3 เดือนไม่รอลงอาญา แต่การรับสารภาพมีผลต่อรูปคดีและมีเหตุบรรเทาโทษจึงเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง 3 เดือน โดยจำเลยทั้งสองคนยื่นประกันตัวต่อสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์
ล่าสุดศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ให้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงิน 24,000 บาทและให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีเงื่อนไข ก่อนจะมานัดฟังคำสั่งว่าศาลอุทธรณ์จะรับพิจารณาหรือไม่ โดยหลังได้รับการประกันตัวบุคคลทั้งสองยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียด โดยทีมข่าวได้พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์แต่ทั้งสองคนปฏิเสธเสียงแข็ง จึงนัดหมายเป็นการโฟนอินสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์แทน
ทั้งนี้บุคคลทั้งสองได้เดินลงจากบันไดศาลแขวงปทุมวันตามปกติ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ศาล และเดินไปขึ้นรถกระบะสีดำ ซึ่งเป็นรถของญาติ นายไชโยจำเลยที่ 2 โดยมีโตเกียวนั่งที่นั่งด้านข้างคนขับ ส่วนนายไชโยนั่งที่นั่งหลัง โดยระหว่างที่รถเคลื่อนออกจากประตูของศาล โตเกียวได้ก้มตัวหลบกล้องของนักข่าว ขณะที่นายไชโยนั่งนิ่งไม่ได้หลบมุมกล้องแต่อย่างใด
ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ นางสาว ณ ภัทร (โตเกียวเกิร์ล ได้กล่าวว่ากับสื่อมวลชนว่า ตนขอแสดงความเสียใจและขอโทษต่อสมาคมอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย รวมถึงเพื่อนร่วมทีมและนักกีฬาทุกคน ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเปิดเผยว่า ในช่วงแรกระหว่างรอการพิจารณาคดี สภาพจิตใจเริ่มดีขึ้นตามลำดับ แต่หลังฟังคำพิพากษาในวันนี้กลับรู้สึกแย่ลงอีกครั้ง พร้อมยอมรับว่ายังไม่กล้าติดต่อพูดคุยกับเพื่อนร่วมทีม โค้ช หรือสมาคม สิ่งเดียวที่อยากสื่อสารคือ “คำขอโทษ” เพราะรู้สึกผิดอย่างมาก โดยภายหลังเกิดเหตุ เจ้าตัวปิดโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง และเก็บตัวอยู่ภายในห้องพักมาโดยตลอด เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สูญเสียทั้งชื่อเสียง อาชีพ และสิ่งที่สร้างสมมา สำหรับความสัมพันธ์ กับ “ก้อง” ยอมรับว่าเคยมีการพูดคุยกันในช่วงแรก และได้พบกันอีกครั้งที่ศาล และได้กล่าวขอโทษไปแล้ว พร้อมย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิต และยืนยันว่าจะไม่กลับไปในเส้นทางนักกีฬาอีสปอร์ตอีก เพราะมองว่าตนไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ทางครอบครัวยังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะคุณย่าที่มีความกังวลจากกระแสข่าว ทำให้ตนรู้สึกเสียใจอย่างมาก ขณะเดียวกันยังยอมรับว่า ในบางการแข่งขันที่ผ่านมา เคยใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมจริง และที่ผ่านมายังไม่กล้าออกมาขอโทษสังคม เนื่องจากไม่พร้อมเผชิญหน้ากับกระแสวิจารณ์ อย่างไรก็ตามในวันนี้จึงขอใช้โอกาสนี้ขอโทษทุกฝ่าย พร้อมระบุว่า หากในอนาคตมีความกล้ามากพอ ก็อยากเข้าไปขอโทษนายกสมาคมและเพื่อนร่วมทีมด้วยตนเอง พร้อมขอโอกาสจากสังคมให้ได้ใช้ชีวิตต่อไป และยืนยันว่าจะไม่กลับไปกระทำพฤติกรรมเช่นเดิมอีก
และได้ชี้แจงกรณีภาพข่าวที่ถูกเผยแพร่ว่าเป็นภาพที่ “ก้อง” เดินคู่กับตนเองนั้นไม่เป็นความจริง โดยบุคคลชายในภาพเป็นแฟนหนุ่ม ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว
ขณะที่ นายไชยโย หรือ “ก้อง” ผู้รับสวมรอยลงแข่งขัน เปิดเผยผ่านทางโทรศัพท์เช่นกันว่า รู้สึกเสียใจและยอมรับผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมขอโทษต่อสังคม โดยชี้แจงว่าการออกมาขอโทษล่าช้า เนื่องจากในช่วงแรก “Tokyogurl” ไม่ต้องการให้เปิดเผยข้อมูล ประกอบกับครอบครัวแนะนำให้เชื่อผู้ว่าจ้าง เพราะเป็นผู้หางานให้มาโดยตลอด ก่อนที่ภายหลังจะตัดสินใจออกมาขอโทษตามคำแนะนำของคนรอบข้าง พร้อมกล่าวว่า เริ่มรับงานสวมรอยเล่นเกมแทนผู้อื่นตั้งแต่ปี 2568 โดยใช้โปรแกรมและแอปพลิเคชัน Discord แชร์หน้าจอเกมให้ผู้ว่าจ้างดู และให้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้พูดหรือสื่อสารแทน เสมือนเป็นผู้เล่นเอง
ค่าตอบแทนไม่ได้เป็นเงินเดือนประจำ แต่เป็นการช่วยค่าใช้จ่าย เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยรับจ้างสตรีมลักษณะเดียวกันให้ผู้อื่น นอกจากการปั่นแรงค์หรือหาไอเทมในเกม อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้มีความกังวล เนื่องจากการกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยในช่วงเวลานั้นตนมีปัญหาด้านการเงิน ไม่มีรายได้ จึงตัดสินใจรับงานโดยไม่คิดถึงผลกระทบในอนาคต และไม่คาดคิดว่าจะต้องถูกดำเนินคดีถึงชั้นศาล
สำหรับอนาคต มองว่าเส้นทางในวงการอีสปอร์ตน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว และอาจไม่สามารถทำงานในสายนี้ได้อีก ขณะที่งานอื่นก็ยอมรับว่ายังไม่ชัดเจน
ก้องยังฝากเป็นอุทาหรณ์ถึงคนรุ่นใหม่และสตรีมเมอร์ว่า ควรคิดให้รอบคอบและไม่ควรทำสิ่งผิดกฎหมาย เพราะไม่คุ้มค่ากับผลกระทบที่ต้องเผชิญ พร้อมยอมรับว่าแม้จะรู้สึกกลัวว่าจะถูกจับได้ตั้งแต่แรก โดยเฉพาะในการแข่งขันระดับซีเกมส์ แต่ด้วยความจำเป็นทางการเงิน จึงตัดสินใจทำตามที่ได้รับว่าจ้าง
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่า เคยคบหากับโตเกียวช่วงสั้นๆ ประมาณ 1 เดือน เมื่อ 3-4 ปีก่อน ก่อนจะลดสถานะเหลือเพียงเพื่อนร่วมงาน โดยฝ่ายหญิงเป็นผู้หางานให้ท้ายที่สุด ก้องย้ำว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงในชีวิต และไม่อยากให้ใครเดินซ้ำรอยในเส้นทางเดียวกันอีก
Advertisement