
วันที่ 15 ม.ค. 69 นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้สัมภาษณ์กรณีความคืบหน้าของการพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนรถไฟฟ้าหล่นทับรถไฟโดยสารว่า หลังจากการประชุมร่วมกันระหว่าง จ.นครราชสีมา คณะแพทย์ ตำรวจ และกองพิสูจน์หลักฐาน และได้ข้อสรุปว่า จะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล และตั้งวันสต็อปเซอร์วิสอยู่ในชั้น 2 ของศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉินของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดยจะรวมทุกหน่วยงาน ทั้งสำนักทะเบียน ตำรวจและประกัน เพื่อบริการประชาชนให้มาในจุดเดียวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
ด้านนายแพทย์วิชาญ คิดเห็น นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เผยว่า ในส่วนของการบริหารจัดการ ร่างผู้เสียชีวิต 32 ร่าง และชิ้นส่วนที่นำส่งมาซึ่งสามารถระบุอัตลักษณ์ได้อีกประมาณ 10 ถุง
เบื้องต้น สามารถระบุอัตลักษณ์ตัวตนได้แล้ว 13 ราย ส่วนอีก 19 รายและชิ้นส่วนที่ไม่สามารถระบุอัตลักษณ์ได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการในการตรวจสอบขั้นสูงขึ้นไป ในบางรายจำเป็นจะต้องส่งตรวจดีเอ็นเอ และจะต้องเอาดีเอ็นเอของญาติที่สงสัยหรือญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ที่เป็นสายเลือดเดียวกัน เปรียบเทียบดีเอ็นเอกันและคาดว่าจะทราบได้ภายในสองสัปดาห์ แต่ถ้ายังไม่ตรงกันอาจจะต้องใช้ระยะเวลาเพิ่ม
ส่วนการรับศพนั้ยก็เป็นไปตามกระบวนการนิติเวช ถ้าระบุตัวตนได้แล้วแพทย์ลงความเห็นการตายได้แล้ว ญาติก็สามารถติดต่อรับได้เลย ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการรับร่างได้ตั้งแต่ช่วง 13:00 น. วันนี้ ส่วนชาวมุสลิมที่สามารถระบุตัวตนได้ก็ให้ดำเนินการไปตามศาสนา
หากญาติผู้เสียชีวิตมีประสงค์ที่จะให้ทำการส่งร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งมีมูลนิธิฮุก 31 นครราชสีมา คอยอาสาอำนวยความสะดวกส่งร่างถึงภูมิลำเนา
ขณะที่เคสแดง 7 ราย ก่อนหน้าที่ได้ส่งต่อมารักษาที่ รพ.มหาราชทั้งหมด เบื้องต้นได้รับการรักษาจากทีมแพทย์อย่างเต็มที่ และก็ข่าวดีว่าตอนนี้กลายเป็นเคสเหลืองเกือบทั้งหมด โอกาสรอดชีวิตเกิน 80-90 % แต่ยังมีอีก 2 ราย ที่อาการยัง 50 50 ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเด็กอายุ 1 ขวบ ที่มีโรคประจำตัวของตัวเองอยู่แล้ว
นายแพทย์วิชาญ ยืนยันว่า โรงพยาบาลมหาราชเป็นโรงพยาบาลที่มีความพร้อมที่สุดในภาคอีสานตอนใต้ และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะทำการรักษาอย่างเต็มที่ ขอให้มีความหวัง
Advertisement