
นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของบิ๊กโจ๊ก หรือ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช และ 7 กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการรับคำกล่าวหาและดำเนินการในคดีที่กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ถูกกล่าวหาและขอให้มีคำสั่งไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ที่ สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ
โดยนายสัญญาภัชระ ระบุว่า ด้วยเหตุผลและข้อกฎหมายดังกล่าวทั้งหมดที่ระบุหนังสือที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในวันนี้ ในฐานะทนายความของบิ๊กโจ๊ก จึงใคร่ขอความเป็นธรรมไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติให้ดำเนินการ 6 ข้อ ดังนี้
1.พิจารณาวินิจฉัยเขตอำนาจและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในคดีนี้ เป็นเบื้องต้นก่อนการดำเนินกระบวนการใดๆ ในเนื้อหาคดี โดยเคร่งครัดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง
2.มีมติหรือคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรวินิจฉัย โดยชัดแจ้งว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีหรือไม่มีอำนาจรับคำกล่าวหาและดำเนินการในคดีที่มีลักษณะเป็นการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้กระทำความผิดและมีบุคคลอื่นถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ให้ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและความชัดเจนของกระบวนการยุติธรรม
3.หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 236 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พุทธศักราช 2560 “ขอให้มีคำสั่งไม่รับคำกล่าวหาและสำนวนคดีนี้ไว้พิจารณาและดำเนินการตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ”
4.ในระหว่างที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยเขตอำนาจตามข้อ 1 และข้อ 2 “ขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ งดเว้นการดำเนินการใดๆ ในสาระของคดี ไม่ว่าจะเป็นการไต่สวน การตั้งคณะอนุกรรมการ การเรียกบุคคลให้ถ้อยคำ หรือการมีมติใดๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของบิ๊กโจ๊ก หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่อาจเยียวยาได้ในภายหลัง”
5.ในกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ขอให้มีคำสั่งคืนสำนวนให้พนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “พร้อมระบุเหตุผลแห่งคำสั่งโดยชัดแจ้งว่าเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการตามกลไก และเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง”
6.ขอให้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาและคำสั่งตามข้อ 1 ถึง 5 แก่ผู้กล่าวหา พนักงานสอบสวนและข้าพเจ้าในฐานะทนายความหรือบิ๊กโจ๊ก เป็นลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถดำเนินตามสิทธิและหน้าที่ตามกฏหมายได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม
นายสัญญาภัชระ ย้ำว่า การยื่นหนังสือในวันนี้ ไม่ได้เป็นการประวิงคดี แต่ต้องการให้ปฏิบัติตามขั้นตอนและช่องทางที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่อยากให้ซ้ำรอยคดีดังที่มีลักษณะข้อเท็จจริงเดียวกันก่อนหน้านี้ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง เคยฟ้องร้องอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในมาตรา 157 และมาตรา 200 ตามประมวลกฎหมายอาญาและศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว พร้อมยืนยันว่าบิ๊กโจ๊กจะยืนหยัดต่อสู้ในขั้นตอนและช่องทางที่กฎหมายบัญญัติไว้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด จะไม่หนีตามที่ถูกใส่ความหรือตามที่เป็นข่าวอย่างแน่นอน และจะใช้สิทธิดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลหรือองค์กรใดๆ ที่ทำให้ท่านเสียหายอย่างเคร่งครัด
นายสัญญาภัชระ ยังระบุอีกว่า ตนเองเป็นทนายความของบิ๊กโจ๊กเพียงผู้เดียว การดำเนินการตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ได้ดำเนินการรับทราบข้อกล่าวหาและมีการท้วงติงกับพนักงานสอบสวนแล้วว่าท่านมีอำนาจในการสอบสวนตามมาตรา 61 หรือไม่ โดยทางพนักงานสอบสวนยืนยันว่ามี ก่อนจะแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งในขณะนั้นเราไม่ทราบว่าในเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยจะต้องมีการดำเนินการโดยเฉพาะ จากนั้นตนเองได้ไปยื่นเรื่องต่อในวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการในการสืบสวนสอบสวน เพื่อสอบหาการกระทำ โดยเฉพาะพันตำรวจเอกภาคภูมิ ว่าถ้าเขาเป็นผู้กระทำความผิด ก็ต้องมีการดำเนินคดีด้วย แต่ในขณะนั้นตนเองไม่ทราบวิธีการกล่าวหา ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. และบิ๊กโจ๊ก อยู่ในลักษณะไหน แต่หลังจากนั้นทางตำรวจเอง ก็ขยันออกทีวี ก็เลยได้ข้อเท็จจริงว่าวิธีการของเขา มีการดำเนินการในการที่ทำให้สังคมเชื่อว่ามีความเชื่อมโยง ซึ่งที่ผ่านมาตนเองก็ย้ำถามพนักงานสอบสวนมาตลอดว่าจะยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการเมื่อไหร่ ทางพนักงานสอบสวนก็บอกว่า 15 มกราคม 2569 แต่ปรากฏว่าพอวันที่ 5 มกราคม 2569 ก็มีการมายื่นเอกสารหมื่นหน้าต่อ ป.ป.ช. หลังจากนั้นวันที่ 6 มกราคม 2569 ก็มีการแถลงข่าว เราก็เลยได้ทราบข้อเท็จจริง ว่าท่านกล่าวหาว่ามีส่วน มีความเกี่ยวข้อง จะผิดไม่ผิดไม่ทราบ แต่เจตนารมย์กฎหมายปัจจุบันชัดเจน ในเมื่อผิด มันไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ด้วยและเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ ไม่ได้เป็นการถ่วงเวลาหรือกลับลำ คดีนี้มันต้องไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยการดำเนินการต่างๆ ทุกอย่างต้องไปตามกรอบนี้
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่สำนวนจะถูกส่งกลับไปให้ทางตำรวจดำเนินการต่อ
นายสัญญาภัชระ ตอบย้ำว่า การดำเนินการตอนแรกมันไม่ถูก พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจดำเนินการเลย มันมีช่องพิเศษ ดังนั้นกระบวนการที่คุณทำมา มันไม่ถูกต้องต่อกฎหมาย ขัดต่อกฎหมายและกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ นี่คือเรื่องใหญ่ กระบวนการยุติธรรมของประเทศ ไม่มีใครอยู่นอกกรอบกฎหมาย ถ้าหน่วยงานบางหน่วยงานไม่ศึกษาให้รอบคอบ ผมก็เป็นห่วง ผมก็อยากถาม ป.ป.ช. เหมือนกันว่า อำนาจนี้ตำรวจมีแค่ไหน? หรือตัวเองจะมอบหมายได้หรือไม่? ถ้าคุณทำ ผมก็คงต้องดำเนินการต่อ
กรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการในองค์กรอิสลามตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งกฎหมายมีการแก้ไขในข้อบกพร่องต่างๆ กลายมาเป็นข้อสรุป ก็เลยมีปัญหาว่ามันมีการกล่าวหาในการเชื่อมโยงลักษณะผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือไม่ ถ้ามีการกล่าวหาและได้ความแบบนั้น ก็ต้องไปทั้งหมด จะแยกแบบที่ตำรวจเข้าใจไม่ได้ อย่างที่เคยย้ำไปแล้วที่รัฐสภา ว่ามันต้องมาเริ่มที่ประธานรัฐสภา ซึ่งคนที่มีสิทธิดำเนินการคือ สส. แต่ปัจจุบัน สส. ไม่มี คนที่สามารถดำเนินการได้ต่อ ก็คือ สว. และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20,000 คน มายื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา จากนั้นประธานรัฐสภาก็จะตรวจสอบว่ามีความเป็นไปได้ขนาดไหน ก่อนจะส่งเรื่องไปให้ประธานศาลฎีกา เพื่อพิจารณาและตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามมาตรา 50 วันนี้จึงต้องมายื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ย้ำให้ทราบว่าการดำเนินการขอให้เป็นไปตามกฏหมาย ถ้าเป็นการทำแบบรักษาหน้า ท่านต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ท่านทำ เพราะบิ๊กโจ๊กเอาจริง และพร้อมสู้คดีทุกอย่าง ไม่ได้หนีไปไหน
นายสัญญาภัชระ ยังย้ำว่า เมื่อคืนก็ได้เจอกับทางบิ๊กโจ๊ก เอาเอกสารไปให้ท่านเซ็น กลับบ้านเที่ยงคืน ก็คุยกันอยู่ตลอด ตนเองรู้จักท่านไม่ถึง 1 เดือน ก็เพิ่งเข้ามาดูคดีให้ และท่านก็บอกว่าต่อไปนี้ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับท่านหรือจะดำเนินการกับใครก็ตามอยู่ภายใต้ทีมกฎหมายของผม และท่านก็บอกว่าคิดถึงสื่อมวลชน ภายในสัปดาห์นี้ก็อาจจะปรากฏตัวก็ได้ แต่ก็ต้องถามท่านก่อน เพราะเป็นการพูดคุยเล่นกัน อาจจะเป็นไปได้ก็ได้ ยืนยันว่าในส่วนเรื่องคดีปกครองก็ยังไม่ได้แพ้คดี มันยังมีประเด็นเยอะแยะมากมาย ก็ต้องดูที่ผลก่อน แต่ยืนยันว่าท่านยังไม่จบชีวิตราชการ ทุกอย่างต้องตัดสินจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ นายสัญญาภัชระ ยังระบุว่า หลังจากนี้ตนเองจะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ว่าหาก ป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับไป เขาสามารถทำต่อได้หรือไม่ ตั้งแต่ระดับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , หัวหน้าคณะสืบสวนตามคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมไปถึงคณะทำงานทั้งชุด เพื่อยืนยันว่าท่านไม่มีอำนาจทำคดีต่อ ไม่เช่นนั้นบิ๊กโจ๊กก็จะใช้สิทธิในการดำเนินการต่อเช่นกัน เพราะอยากให้กระบวนการที่ทำเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมและต้องการให้ทุกคนปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่หากที่ผ่านมาทางตำรวจดำเนินการอะไรที่เข้าใจผิดหรือผิดพลาดไปแล้ว ก็ขอให้ยอมรับความจริงและแก้ไขให้ถูกต้อง
Advertisement