
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวน กล่าวว่า เราจะไปน็อกบิ๊กโจ๊กเพื่อประโยชน์อะไร เราอยากจะเรียกร้องความเป็นธรรม ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพี่น้องประชาชนมากกว่า การที่จะไปทะเลาะเป็นตรรกะความผิด เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราได้มา คือพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง และเราทำไป เราเชื่อว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอ แต่ที่เราได้มาเพิ่มเติม ถือเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และอีกหลายคดี เราสอบพยานที่เกี่ยวข้องมีหลายเรื่องหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องและเราได้พยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เราถือว่าเราได้พยานหลักฐานเพิ่มเติม ที่จะไปดำเนินคดี
มองว่า การจับนายตำรวจท่านนี้ เหมือนจับผี แต่ยืนยันว่า การจับผี มันมีความสลับซับซ้อนเนื่องจากคดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหา พยายามใช้พฤติกรรมที่ไร้ร่องรอย ดังนั้น การจับผี จะต้องมีหลักฐานชัดเจน นอกจากนี้ ที่ผ่านมาได้ไปทำแผนประกอบคำให้การ โดยมีการจำลองเหตุการณ์ที่จุดเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุได้ใช้รถรุ่นและยี่ห้อเดียวกัน พบว่า ภายในรถ มี 4 คน รวมถึง นายเอกวิทย์ กรรมการ ปปช. ด้วย โดย พ.ต.อ.ภาคภูมิ สามารถบอกถึงระยะห่างสายตา จากรถของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ไปยังรถอีกคัน ว่าสามารถเห็นบุคคลต่างๆ ภายในรถได้หรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้ให้ข้อมูลครบถ้วน และยังมีคลิปหลายๆ อย่าง ยืนยันว่า พยานให้การสอดคล้องกับข้อเท็จจริง
เจ้าหน้าที่ทุกคนมีจิตวิญญาณในการทำงาน ไม่ได้จะมาแฉ วันนึงทำงานอยู่กับนาย เห็นนายทำอะไรบางอย่าง ก็พูดไม่ได้ หรือในบางครั้ง ก็ต้องอดทนแต่ ด้วยความกตัญญูของแต่ละบุคคล ที่ผ่านมา มีการดูแลเลี้ยงดูกันมา ก็ต้องทำตาม แต่วันนึงเค้ารู้ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม การที่ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้นำของเขา พยายามที่จะโยนความผิดให้ลูกน้องตามคลิป มันสะเทือนจิตใจของเขา สะเทือนไปถึงครอบครัว สะเทือนไปถึงวงศ์ตระกูล ที่เป็นตำรวจ วันหนึ่งเขาอาจจะยิงตัวตาย เขาจึงอยากทำความดีให้กับพี่น้องประชาชนได้เห็นและอยากจะกู้ภาพลักษณ์ของตำรวจ จึงได้ให้ข้อเท็จจริงกับตำรวจในการที่จะเอาพยานหลักฐานต่างๆเข้าสู่คดีเพราะฉะนั้น เห็นใจเขาด้วย เขาไม่ได้มาแฉ แต่เขาเอาความจริงมาพูด เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะทำความผิดร่วม มันมีอีกหลายเหตุหลายผล ว่าทำไมพนักงานสอบสวน ถึงยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา มันมีคลิปประกอบ มันมีคำให้การที่เป็นประโยชน์และมีช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นเรามีเหตุผลในการทำ
แต่ตอนนี้คดีอยู่ที่ ปปช. แล้วอยู่ระหว่างพิจารณาและรวบรวม เราไม่ได้ปกปิดหรือช่วยเหลือ และ เรากำลังดำเนินการตามระเบียบข้อกฎหมาย ถ้าพบความผิดก็แจ้งข้อกล่าวหาได้ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ยืนยันเรายังเป็นพี่น้อง แต่สิ่งที่เราทำก็ต้องรับสภาพว่าใครผิดใครถูก
สำหรับ ฟางเส้นสุดท้าย ที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ออกมาเป็นพยานนั้น เกิดจากพ่อของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 25 ท่านรักองค์กร ท่านก็มีการพูดคุยและโทรมาด้านบิ๊กโจ๊ก แต่ บิ๊กโจ๊ก ตัดสาย พ่อจึงมีการพูดคุยกับลูกถึงขั้นจะฆ่าตัวตาย เนื่องจากมีข่าวทำให้ครอบครัวเสื่อมเสีย ดังนั้น นี่คือปัจจัยกนึ่งที่ทำให้ ภาคภูมิ นำหลักฐานที่มีทั้งหมด ออกมามอบให้กับพนักงานสอบสวน พร้อมทิ้งท้ายว่า "เปิดประตูให้กับน้องๆ ที่ถูกจองจำมานานหลาย 10 ปี ออกมา"
"นอกจากนี้ เรื่องทารุณกรรมลูกน้อง พบข้อมูลว่า ลูกน้องแต่ละคนที่ถูกทำร้ายร่างกาย ที่ผ่านมาได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและก็มีใบรับรองแพทย์เป็นจำนวนมาก ซึ่งตำรวจ สามารถใช้ประโยชน์จากเอกสารดังกล่าวได้ ที่ผ่านมา นายตำรวจท่านนี้ มีอารมณ์รุนแรง มักจะทำร้ายลูกร้อง ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง อาทิ ถือเสื้อไปขูดกับรถ ก็จะถูกทำร้ายจนกว่าจะพอใจ แต่ถ้าเป็นนายสิบ จะโดนทำร้ายหนักขึ้น ถึงขั้น ล้มลงไปกองกับพื้นก็ถูกกระทืบและเตะจนกว่าจะพอใจ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการแก้กล่องให้ตำรวจชั้นประทวนเข้ามาให้ข้อมูล"
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังมีตำรวจใกล้ชิด รวมทั้ง มินนี่ มีการพูดคุยกันแล้ว แต่หลังจากนี้ กลุ่มคนเหล่านี้จะเข้ามาให้ข้อมูลกับตำรวจเพิ่มเติมหรือไม่จะต้องพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากทุกคนทราบดีว่า ถ้าหากออกมาเปิดโปงข้อมูล แต่ละท่านจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ เชื่อว่า ถ้าหากคดีมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่า บิ๊กโจ๊ก จะหนี มองว่า บุคคลนี้ คบไม่ได้ ก่อนหน้านี้ที่เจอกัน ก็มีการพูดจากันดี แต่มาวันนี้ได้ส่งทนายความไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา 157
Advertisement