
จากกรณีน้องชมพู่ อายุ 3 ปี สูญหายจากบ้าน ในพื้นที่ อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.63 จนไปพบศพกลางป่าบนเขาภูเหล็กไฟ ต่อมาวันที่ 21 ก.ค.63 ตำรวจมีการเสนอหลักฐานชิ้นหนึ่งต่อ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งหลักฐานดังกล่าวมีลักษณะเป็นไม้ไผ่ มีเชือกสีฟ้าพันอยู่ที่ปลาย ตามที่นำเสนอไปนั้น
คลิกอ่านข่าว "น้องชมพู่" ทั้งหมดที่นี่


โดยจุดที่พบหลักฐานนั้น อยู่ห่างจากบ้านน้องชมพู่ ประมาณ 500 เมตร และอยู่ห่างจากบ้านนายไชย์พล ประมาณ 1 กม.

สภาพร่างกายของน้องชมพู่ท่อนบน ได้แก่ สะโพกมีรูบุบ แผ่นหลังพบรอยขีดข่วน ปาก,รูจมูก,หู มีหนอนซอนไซ กระจกตาดำทั้ง 2 ข้างแห้งและเริ่มขุ่น ริมฝีปากเป็นสีม่วง มีสายสิญจน์พันที่ข้อมือขวา

สภาพร่างกายของน้องชมพู่ท่อนล่าง ได้แก่ ขามีสีเข้มทั้ง 2 ข้าง ข้อเท้าพบรอยขีดข่วน และเท้าเป็นแผลพุพอง

ล่าสุดวันที่ 23 ก.ค.63 ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้นำรูปภาพหลักฐานดังกล่าว ไปสอบถามชาวบ้านกกกอก คือ นางนงค์รัตน์ ปามี ภรรยาของนายแต เจ้าของร้านขายของชำ โดยนางนงค์รัตน์ เปิดเผยว่า เชือกพันไม้ที่เห็นในภาพไม่ใช่สิ่งแปลกแต่อย่างใด เพราะแท้จริงเเล้วเป็นอุปกรณ์จับแมลงของชาวบ้าน

ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าว ชาวบ้านจะนำถุงหรือตาข่ายมาทำเป็นบ่วง โดยใช้ไม้ไผ่หรือไม้อะไรก็ได้ทำเป็นด้าม ความสั้นยาวเเล้วเเต่ความสูงของต้นไม้ เเล้วใช้เชือกอะไรก็ได้ ตามเเต่จะหาได้ มัดบ่วงติดกับไม้ เเล้วใช้สอยไข่มดเเดง เเละเเมลงอื่น ๆ ทั้งจั๊กจั่น บางครั้งก็ใช้สอย เเมงเเคง หรือแมงดาโคก ซึ่งหลังจากสอยเสร็จเเล้ว ชาวบ้านก็จะดึงบ่วงตาข่ายออก เเล้วนำกลับบ้าน จะทิ้งไม้กับเชือกไว้บนเขา ซึ่งดูจากสภาพไม้ในรูปคาดว่าถูกทิ้งไว้ก่อนน้องชมพู่หายหลายเดือน

นางนงค์รัตน์ ยังกล่าวอีกว่า คนที่ใช้อุปกรณ์ในลักษณะนี้ จะเป็นชาวบ้านจากพื้นที่อื่นที่มาหาของป่าหรือเเมลงบนภูเหล็กไฟ ซึ่งการพบสิ่งดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องเเปลก เพราะชาวบ้านก็เห็นไม้ลักษณะนี้กันเป็นประจำอยู่เเล้ว ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีน้องชมพู่

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้มาพูดคุยกับนางสาวขวัญใจ เชื้อตาพระ หนึ่งในชาวบ้านกกกอก ที่ช่วยค้นหาน้องชมพู่ในวันที่ 11-12 พ.ค.63 โดยนางสาวขวัญใจ ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันดังกล่าวตนและชาวบ้านได้ไปค้นหาน้องชมพู่ ที่บริเวณด้านหลังโรงเรียนกกกอกจริง แต่ค้นหาไม่ถึงบริเวณท่อประปา และไม่ได้ขึ้นเขาภูเหล็กไฟ
สำหรับวันที่ 11 พ.ค.63 ตนค้นหาตั้งแต่เวลา 12.00 - 15.00 น. โดยค้นหาด้านหลังโรงเรียน และเดินเลาะตามตีนเขา ไปสิ้นสุดที่ถนนเส้นกลางหมู่บ้าน ปากทางเข้าหมู่บ้านกกกอก ส่วนในวันที่ 12 พ.ค.63 ตนก็ไปจุดเดิมที่ไปค้นในวันที่ 11 โดยค้นหาตั้งแต่เวลา 10.00 - 13.00 น. โดยค้นหากับชาวบ้านอีกประมาณ 5 คน และวันที่ 12 พวกตนจะเดินค้นหาไกลกว่าวันแรก แต่ตนและชาวบ้านก็ไม่เห็นกิ่งไม้ที่มีเชือกสีฟ้าพันไว้แต่อย่างใด รวมถึงไม่เจอเศษผ้าสีฟ้า และรอยเท้าของคนที่อยู่ด้านหลังโรงเรียนอีกด้วย

สำหรับไม้ดังกล่าวที่มีเชือกสีฟ้าพันอยู่นั้น ตนก็ไม่รู้ว่าคือไม้อะไร ถามว่าเป็นไม้ที่ใช้จับแมงแคง (แมงดาโคก) หรือไม่ นางสาวขวัญใจก็ตอบว่า ตนก็ไม่แน่ใจ เพราะที่ผ่านมาตนใช้มือเปล่าจับมาตลอด ไม่ได้ใช้ไม้จับแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าหลักฐานเชือกสีฟ้าพันไม้ จะสามารถเป็นหลักฐานเชื่อมโยงกับคดีน้องชมพู่ได้หรือไม่ นางสาวขวัญใจ ก็ไม่สามารถจะให้คำตอบได้

นางไชย์พล วิภา ลุงของชมพู่ กล่าวว่า กรณีนี้หากเห็นตามภาพ ตนก็คิดว่าหากใช้ไม้นี้ตีน้องชมพู่ก็อาจเป็นไปได้ หากตกใกล้ศพ ตนก็คิดว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่หากเจอข้างล่างตามที่พบนั้น ตนคิดว่าต้องให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์ ส่วนตัวไม่เคยสังเกตว่าน้องชมพู่ เคยเล่นของพวกนี้หรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม้นี้สามารถตีน้องชมพู่ได้ และมีโอกาสมากกว่าก้านมะยม

นางสมพร หลาบโพธิ์ ป้าของชมพู่ กล่าวว่า ตนมองว่าท่อนไม้ดังกล่าวก็มีโอกาสที่จะใช้ตีน้องจนตายได้ เพราะท่อนจะใหญ่กว่าก้านมะยม เชื่อว่าหากตีคงเจ็บ เด็กตัวนิดเดียวหากถูกตีคงเจ็บหนัก อีกอย่างก็มีตะข่ายสีฟ้าพันไว้ ตนไม่เคยเห็นน้องชมพู่เอามาเล่น ส่วนใหญ่คนจะเอามาทำเปลนอน เอามากั้นที่เลี้ยงไก่บ้าง ไม้ดังกล่าวตนมองว่าแปลกหากมีเชือกสีฟ้าพันไว้ ตนคิดว่าหากใช้พันกันสัตว์ต้องพันกับเสาใหญ่ ๆ จะไม่ใช่ไม้เล็กลักษณะนี้

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้พูดคุยกับย่าน้องอาชิ หรือนางพงษ์สุดา เชื้อคนเเข็ง กล่าวถึงกรณีหลักฐานชิ้นหนึ่ง ลักษณะเป็นไม้ เเล้วด้านปลายมีเชือกพันอยู่นั้น ย่าน้องอาชิ บอกว่า ตนไม่ทราบว่าเป็นอะไร เพราะไม่เคยใช้ คาดว่าเป็นของชาวบ้านต่างพื้นที่ ส่วนจะเป็นไปได้หรือไม่ที่คนร้ายอาจใช้ไม้ดังกล่าวตีเด็กจนเสียชีวิตก็เป็นไปได้ เพราะดูจากรูปเเม้ว่าไม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก เเต่เมื่อเทียบกับร่างกายเด็ก 3 ขวบ หากตีอย่างรุนเเรงเด็กก็อาจตายได้
อย่างไรก็ตามเป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น เพราะไม้ดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ ตนก็ไม่ทราบ ซึ่งตนเชื่อ 90% ว่ารอยตามร่างกายศพ เป็นรอยขีดข่วนของกิ่งไม้ เเต่ 10% ก็คิดเผื่อว่าอาจมีคนตีด้วย
ย่าน้องอาชิ บอกว่า ที่ผ่านมาตนเคยอาบน้ำให้น้องชมพู่บ่อยครั้ง ไม่เคยเห็นบาดเเผลตามร่างกายเลย มีเพียงรอยยุงกัดเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครตี หรือลงโทษน้องชมพู่ หากน้องชมพู่ไม่เชื่อฟัง เเม่ก็จะดุเท่านั้น ไม่เคยตีเเม้เเต่ครั้งเดียว ซึ่งตั้งเเต่ช่วงโควิด-19 ระบาด ตนก็ไม่ได้อาบน้ำให้น้องชมพู่อีกเลย

นายชาญ หลาบโพธิ์ ตาของน้องชมพู่ เปิดเผยว่า สำหรับไม้พันเชือกที่เจอและตำรวจเก็บเป็นหลักฐานนั้น ตนคิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเป็นของคนร้าย เพราะคนเชื่อว่าคงไม่มีใครถือไม้ที่พันด้วยเชือกอย่างนั้นขึ้นไปบนภูเขาหรือไปหาน้องชมพู่ ส่วนคนที่บอกว่าไม้นั้นเหมือนอุปกรณ์ดักแมลงนั้น ตนก็ไม่แน่ใจแต่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน อย่างไรก็ตาม สำหรับไม้ที่เจอนั้นตนก็ไม่มั่นใจว่าจะเป็นไม้ที่คนร้ายใช้ตีน้องชมพู่หรือไม่

นายแพทย์สิทธา ลิขิตนุกูล เจ้าของเพจคุณหมอสตอรี่ มองว่า จากกิ่งไม้ที่เห็นในภาพเป็นไม้เนื้อแข็งกว่าก้านมะยม หากใช้ไม้ดังกล่าวทำโทษหรือตีที่หลังเด็ก ขณะที่เปิดหรือถอดเสื้อเด็กขึ้นมา ตีใช้แรงเหวี่ยงของผู้ใหญ่ เวลาที่ไม้กระทบกับเนื้อเด็ก เป็นไปได้เลยว่า จะเกิดแผล ลักษณะคล้ายกับรอยแผลที่เกิดบนแผ่นหลัง และบริเวณสะโพกของน้องชมพู่

ขณะเดียวกันแผลที่ขา หรือข้อเท้า น่าจะถูกกิ่งไม้ ใบหญ้า หรือหินบาด ส่วนรอยช้ำที่แขน น่าจะมาจากการหกล้ม อย่างไรก็ตาม หากอายุเด็ก 3 ขวบถูกตีด้วยกิ่งไม้ที่ตำรวจพบ เพียงแค่แรงผู้ใหญ่ตี 1-2 ครั้ง เด็กก็จะเจ็บและร้องไห้ ตาค้าง มือกำ หรือสลบก็เป็นไปได้ หากน้องโดนทำแบบนี้จริง ๆ ก็ถือว่าเป็นความรุนแรงที่น่ากลัวที่เกิดขึ้นกับเด็ก

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ทดสอบใช้ท่อนไม้ไผ่เล็ก แบบกลม ซึ่งใกล้เคียงกับจุดที่พบเป็นป่าไผ่ หลังโรงเรียนกกกอก โดยมีเชือกเปลสีฟ้าพันอยู่อีกด้านหนี่งของไม้ ยาวประมาณ 30-40 ซม. ฟาดที่แขนของทีมข่าว ว่าหากใช้ตีจริงจะมีรอยอย่างไร

ทีมข่าวฟาด 1 ครั้ง ซึ่งปรากฏรอยแดงขึ้นทันทีที่ผิวหนัง จะเจ็บกว่าใช้ก้านมะยมหลายเท่า ลักษนะเป็นรอยแดงเหมือนโดยไม้เรียว ความยาวขึ้นอยู่กับหน้าไม้ว่าถูกจุดไหน
เมื่อสอบถาม พ.ต.อ.ชัชชัย วงศ์สุนะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ให้ข้อมูลว่า พยานหลักฐานที่สำคัญคือที่เก็บได้บนเขา ส่วนด้านล่างที่พบภายหลังมากมาย ก็เก็บมาตรวจให้สิ้นประเด็นสงสัย ส่วนพวงกุญแจกาตูนที่พบตรวจสอบแล้วไม่เกี่ยวข้องกับคดีชมพู่
Advertisement