
การเสียชีวิตปริศนาของ "แตงโม" นิดา พัชรวีระพงษ์ นักแสดงสาวชื่อดัง ที่พลัดตกเรือสปีดโบ๊ต กลางแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

ล่าสุด วันที่ 9 มิถุนายน 2565 เวลาประมาณ 13.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม คุณแม่จิ๋ม นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ของแตงโม พร้อมด้วย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารา หรือ ส.ส.เต้ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้เดินทางมาเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับความคืบหน้าของการดำเนินคดีความ และเพื่อเข้ามารับเงินเยี่ยวสำหรับเหยื่ออาชญากรรม

โดยหลังจากที่ได้หารือกันนานกว่า 2 ชั่วโมงนั้น เวลาประมาณ 15.00 น. ว่าที่ร้อยตรีธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เผยว่าก่อนอื่นตนต้องขอแสดงความเสียใจกับทางคุณแม่ก่อน ซึ่งทางกระทรวงได้ติดตามเรื่อวราวมาโดยตลอด

และวันนี้ได้รับมอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้เข้ามามอบเงินเยียวยา เพื่อดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ทางคุณแม่ของแตงโมจะได้รับ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว ได้แก่ การเสียชีวิต 50,000 บาท ปลงศพ 20,000 บาท และค่าประโยชน์อื่นอีก 40,000 บาท รวมทั้งหมด เป็นเงิน 118,000 บาท ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นเงินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าจะต้องชดเชยให้

นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยเพื่ออธิบายให้ทราบถึงรูปแบบการทำงานของทางกระทรวง ซึ่งทางกระทรวงได้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของคดีความด้วย หากผู้ใดมีพยานหลักฐานที่อยากจะให้ตรวจสอบสามารถส่งให้ทางกระทรวงได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องมีบทสรุปเพื่อให้สัมคมเกิดความเข้าใจ จะได้ไม่ต้องสงสัยในเรื่องที่เกิดขึ้น

นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ของแตงโม เผยว่า วันนี้ตนได้เชิญสื่อมวลชนให้เข้ามาด้วย เพื่อให้ได้มารู้จักกับทางกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตอนแรกตนไม่รู้จักทางกระทรวงมาก่อน แต่ทางกระทรวงได้ติดต่อเข้ามาดูแลอยู่ตลอด ด้วยเหตุนี้ตนจึงอยากจะขอบคุณในความช่วยเหลือที่ให้มา

หลังจากที่ได้ทำการมอบเงินดังกล่าวนั้น ทางเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ทำชูกำปั้นแตะกับคุณแม่แตงโมเพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่า "เราจะช่วยเหลือกัน"

ขณะที่พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) ระบุว่า ศาลอาญามีนบุรี ได้ออกหมายจับตามคำร้องของพนักงานสอบสวน บก.สอท.1ลงวันที่ 9 มิ.ย. 65 เพื่อให้จับกุมตัวบังแจ็ค นายราชา ซูลคาร์เนียน ไฮเดอร์ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

เวลาประมาณ 10.00 น. ที่แพทยสภา นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ยื่นเรื่องต่อนายกแพทย์สภา และเลขาธิการแพทย์สภาที่มีหมอท่านหนึ่งเป็นผู้ให้ความเห็นที่ไม่ถูกต้องในคดีแตงโม และชี้นำสังคมรวมทั้งให้ความเห็นทางการแพทย์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่เป็นเท็จเป็นเหตุให้น้องแตงโมได้รับความเสียหาย จึงร้องแพทย์สภาให้ดำเนินการทางด้านจริยธรรม
นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เผยว่า วันนี้ตนได้เดินทางมายื่นหนังสือ เพื่อร้องให้มีการตรวจสอบด้านจริยธรรมของ รศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี หรือ หมอหมู ซึ่งมีการให้ความคิดเห็นต่อคดีของแตงโมเกี่ยวกับเรื่องบาดแผล โดยหมอหมูได้อ้างว่าบาดแผลเกิดจากใบพัด และเกิดจากการที่แตงโมตกท้ายเรือ ทั้งที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งส่วนตัวมองว่าความคิดเห็นดังกล่าวเป็นเท็จทั้งสิ้น อีกทั้งทางหมอหมูยังเคยไปจำลองทางรายการข่าวของช่องอมรินทร์ ทีวี และช่องไทยรัฐ ซึ่งการแสดงความคิดทางด้านวิชาการ และทางด้านการแพทย์เหล่านี้อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน นอกจากนี้ การกระทำดังกล่าวคล้ายกับทำหน้าที่เป็นกุนซือให้กับตำรวจ เพราะตำรวจหากพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็จะนำเข้าสำนวนทั้งหมด

พลอากาศตรีนายแพทย์อิทธิพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา เผยว่า ทางแพทยสภาติดตามเรื่องราวมาโดยตลอด และยินดีที่จะรับเรื่องจากการร้องเรียนเข้ากรรมการ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณา และตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ การตรวจสอบยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแน่นอน เพราะจะต้องนำผู้ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมกันตรวจสอบด้วย อย่างไรก็ตาม การให้ความเห็นเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ถ้าประชาชนสงสัยก็มีสิทธิที่จะขอให้ตรวจสอบ

ด้าน รศ.นพ. วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี หรือ หมอหมู อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยกับอมรินทร์ทีวีว่า ทราบกระแสข่าวมา 2 แล้วว่านายอัจฉริยะพาดพิงว่าตนเป็นกุนซือตำรวจ ไปชี้แจงกับตำรวจและเป็นคนบอกว่าแตงโมเรื่องที่ตกท้าย รวมถึงฟันธงปมบาดแผลที่ขาแตงโมเกิดจากใบพัดเรือ ทั้งยังอ้างอิงว่าตนได้เปิดเผยฟันธงเรื่องนี้กับช่องอมรินทร์ ยืนยันว่าตนไม่เคยไปฟันธงเรื่องใดเลย ให้ทุกคนติดตามดูแต่ละคลิปข่าวได้เลยว่าตนให้ความคิดเห็นเป็นกลาง เปิดมุมมองเชิงวิชาการ

โดยเฉพาะช่วงแรกพูดถึงใบหน้าของแตงโมที่บวมช้ำ ตนแสดงความคิดเห็นว่าอาจเกิดจากกระบวนการเน่า แต่ต้องพิสูจน์ด้วยวิธีการ เอกซเรย์หรือทีซีสแกน ส่วนแผลที่ขา หากไม่พบคราบเลือดบนเรือ แผลก็อาจจะเกิดจากในน้ำ อาจจะโดนใบพัด ฟินเรือ เป็นต้น แต่เป็นหน้าที่ตำรวจต้องหาวัตถุตรวจเปรียบเทียบ และก็หน้าที่แพทย์นิติเวชจะเป็นคนพิสูจน์ว่าสอดคล้องหรือไม่ ดังนั้นขอให้นายอัจฉริยะเอาหลักฐานการทดลอง หรือคลิปแสดงความคิดเห็นจากอมรินทร์ได้ เพราะตนไม่เคยฟันธงเลย จึงแปลกใจว่าตนไปฟันธงตอนไหน

สำหรับตนยืนยันเป็นกลางอิสระ ย้ำกับสื่อเสมอว่าทุกอย่างมีข้อจำกัด เพราะเราไม่ได้เป็นคนผ่าชันสูตรเอง จะพูดในเชิงวิชาการเท่านั้น หากชี้ชัดชัดเจนต้องเป็นหมอที่ผ่าชันสูตรนั้นถึงชี้ชัดได้ ตนยึดถือหลักนี้มานานกว่า 10 ปี ไม่เคยถูกร้องเรียนเลย ส่วนการกล่าวหาเป็นกุญชือกับตำรวจ ยืนยันได้ว่าไม่จริง เพราะตนไม่เคยมีแม้เบอร์ติดต่อตำรวจแม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งหมอนิติเวชในคดีเองก็ยังไม่เคยโทรคุย ด้วยเหตุผลเดียวว่าไม่อยากยุ่ง ไม่อยากมีข้อมูลเชิงลึก ข้อมูลที่ยังไม่ปรากฎต่อสาธารณะ และแอบเอามาเปิดให้สื่อฟัง แม้กระทั่งนายอัจฉริยะที่ตนเองเคยเจอได้แค่พูดคุยกัน หลักฐานเด็ดจากนายอัจฉริยะก็ไม่เคยเห็น ไม่เคยขอดูด้วย
ในส่วนประเด็นที่นายอัจฉริยะร้องเรียนตนนั้น ส่วนตัวมองว่าสามารถกระทำได้และถือว่าเป็นสิทธิ์ หลังจากนี้หากทางแพทยสภาเชิญตนไปชี้แจงก็พร้อมที่จะชี้แจงทุกประเด็นตามขั้นตอน ถ้าผลออกมาว่าผิดก็จะน้อมรับและแก้ไข แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องผิดถือว่าจะเป็นการการันตีตนเองและคงพอใจเท่านี้ จะไม่ร้องกลับ ย้ำว่าชื่นชมการทำงานของนายอัจฉริยะที่ทำงานช่วยคน วันนี้ถ้าได้เจอก็จะยกมือไหว้ ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่อายุเยอะกว่า และพูดคุยปกติ ส่วนตนก็จะเดินแนวทางเดิม

นายอัจฉริยะ ได้ออกมาไลฟ์ผ่านช่องยูทู "โคนัน เมืองไทย" โดยในช่วงหนึ่งของไลฟ์ได้กล่าวถึงเฮียเซี๊ยะ เจ้าของที่ดิน อู่เรือ NBC โดยระบุว่า ช่วงบ่ายไปดำเนินคดีกับเอกชนรายหนึ่ง ที่ให้การเท็จในคดีแตงโม แล้วก็ทำลายหลักฐาน "ผมไม่ได้กลัวหรอกครับ ผมบอกนายเซี๊ยะไปแล้ว ที่เป็นเจ้าของที่ดินที่ให้เช่าอู่ NBC ผมบอกไปแล้วว่าผมไม่เคยกลัวที่จะมาฟ้องร้องผม ไม่ต้องขู่ผมหรอก ขู่ผมออกสื่อทุกวัน ผมเป็นคนที่ไม่กลัวอยู่แล้ว เรื่องการฟ้องร้อง"
และบอกอีกว่า "พิสูจน์กันที่ภาพหลักฐาน แล้วผมจะพิสูจน์ให้คุณดูเลยว่า ตี 2-5 ที่คุณเอาเรือออกไป คุณใช้สิทธิ์อะไรในการเอาเรือของกลาง ออกไปจากอู่ NBC แล้วขับเรือของนายปอไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในเมื่อคุณเป็นเจ้าของอู่เก็บเรือ คุณไม่ได้เป็นเจ้าของเรือ อันนี้คุณเอาเรือไปทำอะไร แล้วคุณเอาเรือไปส่งใครที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเวลาตี 2 กว่า แล้วคุณก็กลับมาวนที่วัดค้างคาว เป็นชั่วโมงตั้งแต่ตี 02.30-03.30 น. สิ่งต่างเหล่านี้ ถ้าเราไม่มีข้อมูลเราไม่กล้าดำเนินคดีกับคุณหรอก"

นอกจากนี้ มีเหตุการณ์วันเครื่องยนต์เรือดับ กัปตันเรือและนายอัจฉริยะถึงขั้นพนมมือท่องบทสวดทั้งศาสนาพุทธและคริสต์ เพื่อขอให้ปฏิบัติการสำเร็จ เนื่องจากถูกโยงว่าเป็นอาถรรพ์คดีแตงโม กรณีกู้ภัยเจอไหและเหรียญโบราณ

นายเฉลิมพล หงษ์ยนต์ หรือ ใหญ่ ประธานชมรมกู้ภัยทางน้ำ ภาค 7 ในฐานะหัวหน้าชุดนำทีมในการค้นหาใต้น้ำ ในวันที่นายอัจฉริยะลงพื้นที่หาหลักฐานครั้งล่าสุด โดยพุ่งเป้าหามีดที่คาดว่าเป็นของกลางหรือวัตถุที่ใช้ในการก่อเหตุ แต่ในการค้นหาวันดังกล่าว กลับมีเหตุการณ์เกิดขึ้น แล้วพบว่าเรือเครื่องยนต์ขัดข้อง ลอยลำจากจุดที่พบศพ ไปหยุกอยู่ที่ใกล้กับโป๊ะทราย ใกล้กับสะพานพระราม 7 แล้วปรากฏว่าหลังจากที่มีการค้นหาบริเวณจุดที่เรือขัดข้อง พบกับไหโบราณและเหรียญเก่าโบราณจำนวน 5 เหรียญ

เป็นลักษณะเหรียญที่คาดว่าแช่อยู่ในน้ำมานาน เพราะมีการเปลี่ยนสภาพและเปลี่ยนสี เห็นตัวอักษรที่อยู่บนเหรียญเริ่มเลือนลาง จากการกัดกร่อนของน้ำ จึงต้องใช้แว่นขยายสำหรับเซียนพระ ในการส่องดูรายละเอียดของเหรียญ พบว่าเป็นเหรียญกงจักรระบุรัฐบาลไทย จำนวน 2 บาท และ 10 บาท ขณะที่ไหโบราณได้มีการส่งตรวจและเก็บเอาไว้ เห็นลวดลายซึ่งจะเป็นของเก่า

นายเฉลิมพล เปิดใจว่า เหตุการณ์ในวันที่ตนเองได้รับประสานงานจากนายอัจฉริยะให้ไปช่วยค้นหาหลักฐานที่คาดว่าจะเชื่อมโยงในคดีของนางสาวแตงโม เดี๋ยววันนั้นปฏิบัติการก็เป็นไปอย่างปกติ แต่ไม่ได้มีการจุดธูปและเทียนบอกกล่าวเหมือนเช่นครั้งก่อนที่มีการลงน้ำ เพราะเข้าใจว่าในขณะนั้นตัวของ ส.ส.เต้ ได้มีการจุดธูปและเทียนบอกกล่าวไปแล้ว ทำให้ตนเองและทีมงานไม่ได้มีการจุดซ้ำ โดยการค้นหาได้เริ่มปฏิบัติการจากวัดค้างคาว ซึ่งใช้เวลาอยู่นานพอสมควร แต่ก็ไม่เจอสิ่งผิดปกติ

จนกระทั่งมีการนำทุ่นและเชือกลงไปวางบริเวณจุดที่มีการพบศพ ได้มีการลงทำการเก็บตัวอย่างทราย ก่อนที่จะมีการใช้เครื่องตรวจหาวัตถุโลหะ ทำการตรวจสแกนบริเวณผิวดินและทรายจุดที่มีการพบศพ แต่บริเวณจุดดังกล่าวนั้นก็ไม่พบความผิดปกติเช่นเดียวกับ ซึ่งในขณะที่ทีมอาสากู้ภัยของตนเองลงดำน้ำประมาณ 4-5 คน เรือจะมีลักษณะจอดรออยู่ด้านบน 3 ลำ ปรากฏว่ามีเรือลำที่นายอัจฉริยะ และทีมผู้เชี่ยวชาญบางส่วนนั่งรออยู่บนเรือ เกิดอาการขัดข้อง ตอนนั้นตัวเองยังไม่รู้ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น มารู้ภายหลังแต่ในระหว่างที่ทีมของตัวเองกำลังค้นหาใต้น้ำ เรือมีลักษณะสตาร์ตไม่ติด และค่อย ๆ ลอยลำมุ่งหน้าไปที่โป๊ะทราย ใกล้กับสะพานพระราม 7 แต่ตนเองก็ไม่ได้สนใจอะไรคิดว่าเป็นการลอยลำไปรออยู่ที่จุดดังกล่าว จนกระทั่งขึ้นมาจากน้ำจึงรู้ว่าเรือสตาร์ตไม่ติด เกิดอาการกระตุก จึงทำให้เรือลอยไปตามกระแสน้ำ และไปหยุดอยู่ที่โป๊ะทรายดังกล่าว


ระหว่างที่กำลังมีการถอดเชือกของทุ่นที่ติดเอาไว้ โดยมีการติดตั้งจำนวน 3 ทุ่น ซึ่งมีการถอดออกได้แล้ว 2 ทุ่น แต่ในช่วงที่กำลังจะถอดทุ่นสุดท้าย มีเรือลากจูงผ่านมา แล้วทำการเกี่ยวเอาทุ่นใบที่ 3 ติดไป แล้วเชือกดันไปเกี่ยวคอของอาสากู้ภัยที่กำลังขึ้นไปบนผิวน้ำ ซึ่งอีก 4 เมตรก็จะถึงผิวน้ำ ตนเองก็กำลังขึ้นมาจากน้ำตามหลัง ปรากฏว่าเห็นเชือกกำลังเกี่ยวข้ออาสากู้ภัยคนดังกล่าว ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนสีช้ำเขียว โชคดีที่ตนเองไปปลดเชือกได้ทัน ไม่เช่นนั้นก็คงจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ตอนนั้นตนเองคิดว่าถ้าตามหลักของวิทยาศาสตร์แล้ว เป็นเรื่องของอุบัติเหตุที่มีเชือกไปเกี่ยวโดนคอของอาสากู้ภัยแล้วมีเรือลากจูงผ่านมา แต่ในมุมของความเชื่อส่วนบุคคลเป็นเพราะในวันนั้นไม่ได้มีการจุดธูปบอกกล่าว ซึ่งคิดว่า ส.ส.เต้ จุดไปแล้ว จึงไม่ได้มีการจุดซ้ำ และประกอบกับที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคดีของนางสาวแตงโม เพราะเชื่อว่าเป็นจุดที่เจอศพ รวมทั้งก้นแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะใกล้กับสะพานพระราม 7 ก็มีคนเคยมาก่อเหตุกระโดดฆ่าตัวตาย จึงเรียกได้ว่าเป็นสุสานใต้น้ำอย่างดี อาจมีความเป็นไปได้ว่าดวงวิญญาณบางตนต้องการตัวตายตัวแทนหรือไม่

หลังจากที่เรือสตาร์ตยังไม่ติด แล้วลอยลำไปใกล้กับโป๊ะทราย ทีมของตนเองก็ได้มีการลงงมค้นหาที่ความลึกไม่เกิน 7 เมตร บริเวณที่เรือกำลังลอยลำอยู่ เชื่อว่าอาจจะเป็นดวงวิญญาณของนางสาวแตงโมที่ดลใจ ทำให้เรือไปหยุดอยู่ที่บริเวณจุดดังกล่าว จึงได้มีการลงค้นหาอย่างละเอียด เมื่อมีการลงไปค้นหาแล้วใช้เครื่องตรวจหาวัตถุโลหะ กลับพบเหรียญเก่าโบราณ 5 เหรียญ และไหโบราณ ที่คาดว่าเป็นของยุคเก่าสมัยอยุธยา แต่ไม่พบหลักฐานที่เกี่ยวข้องทางคดี

สำหรับการปฎิบัติการค้นหาในน้ำ เพื่อหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี ตนเองไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการค้นหาและเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ไม่ติด รวมทั้งจุดที่เรือไปจอดนิ่ง และเหตุการณ์ที่ทีมอาสากู้ภัย ถูกเชือกรัดคอ หรือแม้แต่เจอของเก่าโบราณจะเป็นอาถรรพ์หรือลางบอกอะไรบางอย่างหรือไม่ ส่วนตัวก็เชื่อว่าทั้งหมดก็เป็นความเกี่ยวข้องและการดลใจของแตงโมที่เสียชีวิตอยู่บริเวณจุดดังกล่าว และหลังจากที่ตนเองกลับมาจากเหตุการณ์วันนั้น ปรากฏว่ามีการฝันถึงการลงไปดำใต้น้ำ เกือบทุกคืน ฝันว่าเจอแต่สมบัติที่อยู่ใต้น้ำเจ้าพระยา

นายณัฏฐ์นันธ์ พฤกษาณัฐกุล เจ้าหน้าที่บริษัทโดรนใต้น้ำ ทีมที่ร่วมปฎิบัติการค้นหาหลักฐานในวันที่มีการลงเรือพร้อมกับกู้ภัยและนายอัจฉริยะ เปิดเผยกับทีมข่าวผ่านวิดีโอคอลว่า ในวันนั้นในขณะที่ทีมอาสากู้ภัยบางส่วนได้มีการลงไปค้นหาในน้ำ แต่มีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มของนายอัจฉริยะอยู่ประจำบนเรือ เป็นจังหวะที่แล่นเรือรอทีมกู้ภัยทางน้ำ

ปรากฏว่าเครื่องยนต์เริ่มมีความผิดปกติ ลักษณะเครื่องกระตุก ตอนนั้นผู้ที่เป็นคนขับเรือก็พยามแก้ไขปัญหา ขยับสายน้ำมันเชื้อเพลิง คาดว่าเป็นเพราะน้ำมันขาด ไม่ได้มีการดูดเข้าสายอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อมีการเขย่าและทำการสตาร์ตเครื่องซ้ำก็ไม่เป็นผล เนื่องจากเครื่องยนต์ดับ จึงทำให้เรือลอยไปตามกระแสน้ำ แล้วไปหยุดอยู่บริเวณโป๊ะทราย ใกล้กับสะพานพระราม 7 ตอนนั้นหลังจากที่อาสากู้ภัยขึ้นมาจากน้ำ ก็ได้มีการพูดแลกเปลี่ยนกันทำนองว่า "มีอะไรบางอย่างดลใจให้เรือลอยมาอยู่ที่บริเวณดังกล่าวหรือไม่ สงสัยอยากจะให้กู้ภัยหรือทีมใต้น้ำลงไปค้นหาตรงจุดนั้นหรือเปล่า"

ระหว่างที่ทีมอาสากู้ภัยมีการค้นหาบริเวณที่เรือจอดนิ่งตอนที่เครื่องยนต์ดับ ก็ทราบว่ามีทีมใต้น้ำไปเจอกับไหโบราณ และมีเหรียญโบราณอีกจำนวนหนึ่ง โดยนำขึ้นมาแล้ววางบริเวณท้ายเรือ จากนั้นทีมที่อยู่บนเรือก็พยายามซ่อมเครื่องยนต์เพื่อที่จะกลับเข้าฝั่ง แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งตนเองเห็นว่ากัปตันเรือซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ ก็ได้มีการท่องบทสวดถึงพระผู้เป็นเจ้า และในมือมีการถือไม้กางเขน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนศาสนาคริสต์ ส่วนนายอัจฉริยะได้มีการจับพระเครื่องที่อยู่บริเวณคอ จากนั้นพนมมือและสวดบทบางอย่าง หลังจากนั้นปรากฏว่าเครื่องยนต์สตาร์ตติด ซึ่งก็เกิดความแปลกใจ แล้วพูดกันในเรือว่าเป็นเพราะอาถรรพ์ของคดีแตงโมหรือไม่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ้าหากมองว่าเป็นเรื่องของทางวิทยาศาสตร์ อาจจะเกิดจากเครื่องยนต์ขัดข้อง แต่ส่วนในมุมของความเชื่อก็เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล ถ้าหากไม่มีการสวดหรือมีการขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็อาจจะทำให้วันนั้นไม่สามารถที่จะนำเรือขึ้นฝั่งเป็นไปได้หรือไม่
Advertisement