พลเมืองดียิงคนตีกัน เปิดใจทั้งน้ำตา กลายเป็นฆาตกร หลังห้ามปรามคนตายตบทรัพย์ฝรั่ง (คลิป)

วันที่ 24 มิ.ย. 62 ความคืบหน้ากรณีนายปัญญา กิ่งจำปา อายุ 45 ปี ถูกยิงเสียชีวิตภายในซอยป่าตองทาวเวอร์ ถนนทวีวงศ์ หาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งล่าสุดนายณรงค์ เดินช่วยกิจ หรือ ตั้ม และนายฉัตรชัย ดำเชื้อ หรือบังเลาะ ผู้ก่อเหตุ ได้เดินทางเข้ามอบตัว โดยอ้างว่าได้เข้าไปตักเตือนผู้ตายไม่ให้ตบทรัพย์แขก แต่เกิดการทะเลาะกันจนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

นายฉัตรชัย ดำเชื้อ หรือบังเลาะ ผู้ต้องหา เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุตนนอนอยู่ในรถตุ๊ก ๆ หลังจากนั้นนายณรงค์ซึ่งเป็นน้องเขย วิ่งมาตามบอกว่าตัวเองถูกทำร้าย ตนจึงวิ่งตามไปได้แค่ครึ่งทาง นายณรงค์บอกว่าอีกฝ่ายมีอาวุธ ตนจึงวิ่งกลับไปเอาปืนที่รถ จากนั้นจึงตามไปที่จุดเกิดเหตุ โดยตอนแรกตั้งใจจะเข้าไปห้าม แต่นายปัญญา ผู้เสียชีวิตได้ใช้เหล็กฟาดมาที่หน้าตน 2 ครั้ง จนตนล้มลงไป ตนจึงชักปืนขึ้นมายิงออกไป โดยไม่ได้เล็ง เมื่อนายปัญญาล้มลง ตนกับนายณรงค์ก็วิ่งหนีไปโดยไม่ได้ทำร้ายซ้ำ

นายฉัตรชัย ดำเชื้อ ผู้ต้องหา

นายฉัตรชัยยืนยันว่าตัวเองแค่อยากจะป้องกันตัวเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจฆ่าอีกฝ่าย โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทราบว่านายณรงค์น่าจะเข้าไปห้ามอีกฝ่ายที่พยายามจะตบทรัพย์นักท่องเที่ยว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นประจำ โดยนายปัญญาจะใส่ชุดวินมอเตอไซค์รับจ้างบังหน้า แต่ความจริงคือคอยช่วยภรรยาและสาวประเภทสองรูดทรัพย์นักท่องเที่ยว แต่ตนไม่ได้สนใจ และไม่เคยเข้าไปตักเตือนเพราะไม่อยากยุ่งด้วย

นายฉัตรชัยกล่าวต่อด้วยน้ำตาคลอระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเสียชีวิต ทั้งนี้ หาดป่าตองถือเป็นที่ทำมาหากิน เมื่อเกิดเหตุก็เหมือนทุบหม้อข้าวตัวเอง

นายณรงค์ เดินช่วยกิจ ผู้ต้องหา

ด้านนายณรงค์ เดินช่วยกิจ หรือ ตั้ม ผู้ต้องหาอีกรายกล่าวว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรายหนึ่งนั่งดื่มเหล้าที่หน้าวินของตน ซึ่งนักท่องเที่ยวรายนี้มีเงินในกระเป๋าเป็นหมื่นบาท ตนจึงเตือนว่าหากเดินผ่านกลุ่มนายปัญญา ให้จับกระเป๋าเอาไว้ ห้ามปล่อยมือ เพราะจะโดนล้วงกระเป๋าได้ จากนั้นเมื่อนักท่องเที่ยวรายดังกล่าวเดินไปก็เผลอเอามือออกจากกระเป๋า จึงถูกกลุ่มของนายปัญญา ซึ่งมีภรรยาของนายปัญญาและสาวประเภทสองดึงตัวเข้าไปในซอกตึก ตนจึงเดินไปเพื่อตั้งใจจะพูดคุยตักเตือน แต่ภรรยาของนายปัญญาเรียกนายปัญญาออกมา ซึ่งนายปัญญาทำท่าทางนักเลงพร้อมถามว่า “มึงจะเอายังไง” ตนจึงตอบกลับไปดี ๆ ว่า แค่อยากมาพูดคุยด้วย แต่อีกฝ่ายทำท่าเหมือนล้วงอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋า ตนคิดว่าน่าจะเป็นอาวุธจึงชกไป 1 ครั้ง จากนั้นอีกฝ่ายก็วิ่งไปพยายามเปิดเบาะรถจักรยานยนต์ คาดว่าน่าจะไปหยิบอาวุธ แต่เปิดไม่ออก จึงไปคว้าเหล็กมา จากนั้นนายฉัตรชัยพี่เขยตนวิ่งเข้ามาพอดี นายปัญญาจึงใช้เหล็กฟาดไปที่หน้านายฉัตรชัย ตนจึงเข้าไปชกนายปัญญา ส่วนพี่เขยก็ชักปืนยิงและรีบวิ่งหนี แต่ตอนนั้นตนไม่ทราบว่านายปัญญาถูกยิง คิดว่าพี่เขยแค่ยิงออกไปเปิดทาง ไม่ได้โดนคน จนมาทราบตามข่าวจึงตัดสินใจเข้ามอบตัว

ภาพจำลองเหตุการณ์

โดยตนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายขนาดนี้ ตนแค่อยากเข้าไปพูดคุยดี ๆ ไม่อยากให้เขาก่อเหตุ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนก็เคยเข้าไปตักเตือนอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายก็ไม่สนใจ ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมา เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องมาถามพวกตนเพราะอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ยอมรับว่าตัวเองทำผิด และยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่คิดหนี ซึ่งตอนนี้ตนกับนายฉัตรชัยได้ประกันตัวออกมาและเตรียมสู้คดีต่อ

นางรัตนา บุญชู เป็น ภรรยาของนายปัญญา

ขณะที่นางรัตนา บุญชู ภรรยาของนายปัญญา เปิดเผยว่า ตนทำอาชีพเชียร์แขก ก่อนเกิดเหตุตนยืนอยู่กับเพื่อนซึ่งเป็นสาวประเภทสองอีก 2 คน และผู้หญิงอีก 1 คน ขณะนั้นเพื่อนที่เป็นสาวประเภทสองได้รับแขกและกำลังยืนพูดคุยกัน จากนั้นฝั่งคนขับรถตุ๊ก ๆ 2 คน เดินเข้ามาพูดคุยกับพวกตนในลักษณะไม่ให้พวกตนล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยว เพราะจะทำให้เสียชื่อเสียง ซึ่งก็มีการโต้เถียงกันเพราะตนยืนยันว่าไม่ได้ทำตามที่อีกฝ่ายกล่าวหา ก่อนที่สามีของตนซึ่งทำงานเป็นคนขับวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง จะออกมาจากร้านสะดวกซื้อ เมื่อเห็นเหตุการณ์จึงเข้ามาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่หนึ่งในคนร้ายจะชกสามีตน และเรียกพวกมาอีกรวมเป็น 4-5 คน รุมทำร้ายแฟนตน ทั้งเอาไม้และเก้าอี้ฟาดหน้า จนแฟนตนวิ่งหนี แต่อีกฝ่ายก็ยังตามและมีคนชักปืนออกมายิง ก่อนจะหลบหนีไป โดยเหตุการณ์ค่อนข้างชุลมุน ในตอนแรกตนไม่ทราบว่าแฟนถูกยิง เพราะไม่ได้ยินเสียงปืน จนวิ่งเข้าไปดูพบว่าแฟนล้มลงไป ซึ่งตนก็ตกใจเป็นอย่างมาก

โดยตนไม่รู้จักกับอีกฝ่ายและไม่เคยมีปัญหากันมาก่อน แต่สังเกตว่าเวลาตนได้แขก อีกฝ่ายมักเข้ามาหาเรื่องแสดงความไม่พอใจ ทั้งนี้ยืนยันพวกตนไม่เคยตบทรัพย์แขก หรือหลอกลวงแขกตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งหลังเกิดเหตุตนรู้สึกกลัวไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าทำถึงขนาดนี้ โดยอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการให้ถึงที่สุด

keyboard_arrow_up