เปิดประวัติของ “หมู” สัตว์ในฟาร์มที่อยู่กับมนุษย์มานานกว่า 5,000 ปี

ปฎิเสธไม่ได้ว่า “หมู” นั้นมีส่วนสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่รู้หรือไม่ว่า…สัตว์ที่เราเลี้ยงไว้เป็นอาหาร และอาจมีการแปรรูปเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เราอาจใช้กันโดยไม่รู้ตัวนั้น มีความผูกพันกับมนุษย์ในฐานะ “สัตว์ในฟาร์ม” มานานกว่า 5,000 ปีแล้ว

เรื่องราวของมนุษย์กับหมูนั้นเริ่มขึ้นในยุค Neolithic Age (ยุคหินใหม่) โดยหมูในยุคแรกนั้นมีต้นกำเนิดมาจาก “หมูป่ายุโรป” มีชื่อวิทยาศาสตร์ Sus scrofa ส่วนสุกรที่พบในแถบเอเชียอินเดีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Sus Vittatus

ชาติแรกที่มีการนำหมูมาเลี้ยงแบบปศุสัตว์คือประเทศจีน ซึ่งเริ่มกันมาเกือบ 5,000 ปีก่อน ส่วนในฝั่งยุโรปนั้นมีบันทึกในประเทศอังกฤษว่ามีการเลี้ยงหมูเมื่อ 800 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนจะมีการแพร่ไปเขตอเมริกาโดยโคลัมบัส เมื่อถึงช่วง ค.ศ. 1539 (ปีที่พบดินแดนใหม่) ไปสู่รัฐฟอริดา โดยชาวสเปนนำสุกรไปแพร่หลาย

สำหรับประเทศไทยนั้นเริ่มเลี้ยงหมูโดยกลุ่มชาวจีนที่อยู่ในไทย โดยเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารและอาชีพเสริม เป็นสุกรพันธุ์พื้นเมืองของชาวจีนและไทย เช่นพันธุ์ไหหลำ ที่นำมาจากต่างประเทศ คือ พ.ศ. 2461 พันธุ์ Large Black, Essex จากประเทศอังกฤษ พ.ศ. 2482,2492 พันธุ์ Midle White,Berkshire และ Worth จากยุโรปและอเมริกา ฯลฯ การเริ่มต้นในการเลี้ยงสุกร

ท่ามกลางเนื้อสัตว์มากมาย เนื้อหมู คือหนึ่งในวัตถุดิบที่สามารถนำมาแปรรูปอาหารได้หลากหลาย และยังเป็นเนื้อที่นิยมบริโภคมากที่สุด ซึ่งจากข้อมูลโภชนาการพบว่าในเนื้อหมูดิบปริมาณ 100 กรัม มีพลังงานทั้งหมด 84 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 21 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 0 กรัม, ไขมัน 0 กรัม แต่ขณะเดียวกันเนื้อหมูก็เป็นสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม และยิว

keyboard_arrow_up