อนาคตใหม่เคลียร์ชัด! เปิดหลักฐานปม “ธนาธร” ถือหุ้นสื่อ “วี-ลัค มีเดีย”

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงยืนยันมีหลักฐาน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และภรรยา โอนหุ้นสื่อ บริษัท วี-ลัค มีเดีย อย่างถูกกฎหมาย

วันนี้ (22 เม.ย.62) เวลาประมาณ 09.00 น. ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ ชั้น 5 อาคารไทยซัมมิททาวเวอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ นาย ปิยะบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้แถลงข่าวกรณี เหตุแห่งการโอนหุ้นของนาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ตั้งแต่เตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นาย ปิยะบุตร กล่าวว่า มีสำนักข่าวแห่งหนึ่งพยายามนำเสนอและเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับกรณีการโอนหุ้นของนายธนาธร ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการตรวจสอบของสื่อสาธารณะ แต่เวลาผ่านไปก็ยังมีการเผยแพร่ต่อเนื่องเขียนข่าวชี้นำไปในทางลบและลดความน่าเชื่อถือของพรรค โดยเฉพาะการที่พรรคได้รับคะแนนเสียง 6.3 ล้านเสียง ซึ่งทางพรรคอนาคตใหม่ก็ไม่ได้รับรู้ในประเด็นที่กกต.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้จนกระทั่งรู้ผ่านสำนักข่าวแห่งหนึ่งเช่นกัน ส่วนทางพรรคอนาคตใหม่ไม่เคยได้รับหนังสือหรือการเชิญเข้าไปชี้แจงด้วยวาจาแต่อย่างใด จึงกังวลใจว่าหลักการตรวจสอบพิจารณาของกกต.นั้นจะไม่เกิดความยุติธรรมเป็นธรรมต่อพรรคอนาคตใหม่จึงมีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงให้สังคมรับรู้อย่างกระจ่างชัด

เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่มีสำนักข่าวแห่งหนึ่งได้พยายามนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการโอนหุ้นของ นายธนาธร ว่า ในเวลานั้นตัวนายธนาธรเอง ได้หาเสียงอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ปรากฎหนังสือเซ็นเอกสารการโอนหุ้น นาย ปิยะบุตร ชี้แจงว่า ในบ่าย ของวันที่ 8 นาย ธนาธร ได้ขึ้นรถกลับกรุงเทพเพื่อมาเซ็นเอกสารต่อ พร้อมกับโชว์หลักฐาน คือ ใบเสร็จค่าผ่านทางด่วนรถคันที่นายธนาธรใช้ ต่อมาวันที่ 9 ม.ค. นาย ธนาธรเดินทางไป จ.นครศรีธรรมราช นั่นแสดงว่า วันที่ 8 ม.ค. นาย ธนาธรค้างคืนที่ กทม. และ วันที่ 9 ม.ค. ขึ้นเครื่องบินสายการบินไลอ้อนแอร์ช่วงหกโมงเช้าซึ่งมีหลักฐานตั๋วเครื่องบินมายืนยันเช่นกัน

การโอนหุ้นในวันที่ 8 มค.62 นายธนาธรและภรรยาได้โอนหุ้นให้ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งมีเอกสารพยานหลักฐานครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นตราสารโอนหุ้น และมีโรตารี่ที่รับรองด้วยว่าเอกสารทำขึ้นจริง ที่สำคัญมีเซ็นเช็คขีดคร่อมยืนยันการโอนเงินจริง ซึ่งเป็นการโอนที่สมบูรณ์ทางกฏหมาย มีใบหุ้นและสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น

วันนี้ตัวนายธนาธรได้ทำกิจกรรมอยู่ที่ประเทศ เนเธอร์แลนด์ จึงได้เซ็นมอบอำนาจให้ทีมกฏหมายของพรรคนำหลักฐานนี้ไปให้ กกต. สรุปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา ธนาธรจึงไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย อีกต่อไป

จากนั้น วันที่ 18 มีนาคม ภรรยา ธนาธรได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเพื่อความโปร่งใส วันที่ 19 มีนาคม วี-ลัค มีเดีย มีการประชุมผู้ถือหุ้น 10 คน การประชุมครั้งนั้นมีการเข้าร่วม 4 คน เนื่องจากกฏหมายให้อำนาจให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นเข้าประชุมแทนได้ วาระการประชุม แจ้งการลาออกของนางรวิพรรณ โดยมีมติให้ปิดบริษัท เนื่องมาจากว่า 2 เดือนถัดไปจากการโอนหุ้นให้นายทวีและนายปิติ(ซึ่งเป็นหลานชายที่มีกระแสสงสัยว่าอาจเป็นตัวละครสมมุติขึ้นมานายปิยะบุตรยืนยันว่ามีตัวตนตริง ) เพราะมีหนี้คงค้าง 10 ล้านบาท เป็นหนี้เสีย NPL เพราะลูกหนี้ไม่มีความสามารถชำระหนี้ นายปิติและนายทวี จึงโอนหุ้นกลับมาให้ นางสมพร อีกครั้งเพื่อให้มีอำนาจในการปิดบริษัทซึ่งมีเอกสารการโอนหุ้นครบถ้วนเช่นกัน ซึ่งจะได้นำไปยื่นที่ กกต. ด้วย

วันที่ 29 มีนาคม ได้นำรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพราะ กฏหมายหุ้นส่วนบริษัทฯ เขียนไว้ว่าในมาตรา 119 วรรค 2 ให้ส่งรายชื่อผู้ถือหุ้นให้นายทะเบียนปีละ 1 ครั้ง ดังนั้นการโอนหุ้นทั้งหลายทั้งหมดนี้ จึงนำหลักฐานไปยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจฯ

นาย ปิยะบุตร กล่าวต่ออีกว่า พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร หากต้องขัดแย้งมีเพียงอำนาจเผด็จการเท่านั้น ขอความกรุณาสื่อมวลชนบางสำนักอย่าพยายามวาดภาพให้พรรคการเมืองหรือนักการเมืองบางคนให้กลายเป็นปีศาจร้าย จึงขออย่าทำแบบนี้การเดินหน้าเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยความเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ การวาดภาพให้สังคมหวาดกลัวไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น ตนหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นที่ยุติเรียบร้อยและหวังว่ากกต.จะเปิดโอกาสให้ทางพรรคเข้าชี้แจงด้วยวาจาและนำไปพิจารณาต่อไป

ถ้าพิจารณากันด้วยจิตใจเป็นธรรม มองว่า เรื่องนี้ไม่มีมูลจึงไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่คนที่ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับการเข้าชี้แจง จึงขอความเป็นธรรมขอให้นำเอกสารหลักฐานทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณา มั่นใจว่าถ้าเห็นข้อกฎหมายอาจจะตีตกเรื่องนี้ไปได้เลย มั่นใจว่ากกต.เป็นธรรม จึงมั่นใจว่าจะไม่โดนใบส้มอะไรทั้งสิ้น ที่ไม่ชี้แจงก่อนหน้าเพราะเกรงว่าจะเป็นการหาเสียง เรื่องเกิดเมื่อ 22 มีนาคม ถ้าชี้แจงก่อนวันเลือกตั้ง คือ หกโมงเย็นของวันที่ 23 มีนาคม อาจโดนตีความว่าเป็นการหาเสียง ถ้าไม่ฟังความจากผู้ถูกกล่าวหาจึงมองว่าไม่เป็นธรรม

keyboard_arrow_up