แก๊งตบทรัพย์โฉดย่ามใจ เหยื่อแฉฆ่าคนเสร็จไถ่เงินต่อ ซ้ำตร.ไม่รับแจ้ง (คลิป)

จากกรณีนายปัญญา คุ้มตระกูล ชาวบ้านใน อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ถูกแก๊งตบทรัพย์รุมทำร้ายจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 61 กระทั่งพบว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน กลุ่มคนร้ายยังไปก่อเหตุในท้องที่ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ แล้วออกตระเวนตามท้องถนนเพื่อหาเหยื่อในการตบทรัพย์อีกจำนวนมาก ซึ่งต่อมาตำรวจได้ออกหมายจับผู้ก่อเหตุ 1 ราย คือ นายวิศรุต อนันทวัน หรือ ตือ ชาว จ.ร้อยเอ็ด ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่าน : สุดถ่อย แก๊งชนตบทรัพย์ฆ่าคนแก่ โผล่ขู่ฆ่าเหยื่อคาถนน ญาติรับทำเป็นอาชีพ)

นายวิศรุต อนันทวัน หรือ ตือ ผู้ต้องหา

วันที่ 15 ธ.ค. 61 ที่ จ.ร้อยเอ็ด นายคำใส สร้อยเสนา อายุ 54 ปี ผู้ใหญ่บ้านบึงโดน ต.แสนชาติ ยอมรับว่านายตือ ผู้ต้องหา เป็นลูกบ้านของตัวเอง โดยเมื่อปี 2557 พื้นที่แสนชาติ มีกลุ่มชาวบ้านที่ว่างงาน รวมตัวกันประมาณ 47 คน หนึ่งในจำนวนนี้ มีนายตือออกไปก่อเหตุตบทรัพย์ด้วย คล้ายกับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้ จนเรื่องดังไปทั่วประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด จึงได้สั่งให้ออกธรรมนูญชุมชน กำหนดโทษและระเบียบการอยู่ร่วมกัน ซึ่งคาดโทษเอาไว้ว่าใครก่อเหตุ หรือออกไปทำผิด ก็จะถูกตัดสิทธิ์กองทุนสาธารณะประโยชน์ในหมู่บ้าน และกองทุนฌาปนกิจศพ คือเมื่อตายก็ไม่เผา จากนั้นผู้ที่หลงผิดทั้งหมดก็ได้สัญญาว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาทำอาชีพสุจริต แล้วก็พบว่าทุกวันนี้ไม่มีใครหันกลับไปมีพฤติกรรมดังกล่าวอีก จนกระทั่งมาทราบข่าวล่าสุดว่านายตือได้ไปก่อเหตุตบทรัพย์ที่ จ.นครสวรรค์

นายคำใส สร้อยเสนา ผู้ใหญ่บ้านบึงโดน ต.แสนชาติ จ.ร้อยเอ็ด

ตนเองในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็ได้มีการว่ากล่าวตักเตือนมาโดยตลอด แต่ไม่คิดว่าจะก่อเหตุซ้ำอีก ดังนั้นจึงต้องดำเนินการตามมาตรการของระเบียบหมู่บ้าน โดยการตัดสิทธิ์สาธารณะประโยชน์ภายในชุมชน รวมถึงกองทุนฌาปนกิจศพ และให้ดำเนินการทางกฎหมาย

พระครูโกศล กิจจานุยุต เจ้าอาวาสวัดบึงโดน

ด้านพระครูโกศล กิจจานุยุต เจ้าอาวาสวัดบึงโดน เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2557 ที่ชาวบ้านในพื้นที่ 47คน ไปก่อเหตุตบทรัยพ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดในขณะนั้น ได้เข้ามาแก้ไขปัญหา และได้ทำพิธีตามความเชื่อ โดยพึ่งหลักพุทธศาสนาเข้ามาช่วยเป็นที่ยึดเหนี่ยว จึงมีการประกอบพิธีสาบานตนและดื่มน้ำสัตยาบันว่าจะไม่กลับไปเป็นผู้อีก ซึ่งจากเหตุการณ์ครั้งนั้นผู้ที่กระทำผิดทั้งหมด 47 คนได้เข้าร่วมพิธี จากนั้นทั้งหมดได้หันไปประกอบอาชีพที่สุจริต แล้วมาทราบว่านายตือ หนึ่งในผู้ที่เคยร่วมพิธีดังกล่าว หันกลับไปทำผิดช้ำอีก

พระครูโกศลยังเล่าความเชื่อว่า ผู้ที่ร่วมพิธีดังกล่าว หากหันกลับไปทำผิดซ้ำ ก็จะได้รับโทษตามกฎของบ้านเมือง และต้องรับวิบากกรรมที่ต่างกันในไม่ช้า โดยก่อนหน้านี้มีคนที่ผิดสัตยาบันแล้วไปประสบอุบัติเหตุชนสะพานมาแล้ว

น.ส.รุ่งทิพย์ แสงปาน ผู้เสียหาย

ขณะเดียวกัน ที่ จ.นครสวรรค์ น.ส.รุ่งทิพย์ แสงปาน หรือ ส้ม ชาวบ้านใน อ.หนองบัว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ช่วงประมาณ 18.00 น. ตนและสามีขับรถกระบะสีเทาดำ สภาพเก่า ระหว่างทางได้ขับผ่านเส้นถนนบ้านป่ารัง ต.หนองบัว สังเกตเห็นรถคู่กรณีขับรถสีเทามาแซงข้างหน้า โดยรถของตนได้พยายามจะขับแซง แต่รถคู่กรณีไม่ยอมให้ทาง จึงขับตีคู่กันไป กระทั่งมีรถสวนมาจากฝั่งตรงข้าม รถของตนต้องเบี่ยงรถเข้ากลับเลนเดิม แต่รถคู่กรณีก็ยังไม่ชะลอให้ ทำให้จังหวะที่ขับเข้าเลนเดิมนั้นเกิดเฉี่ยวชนกัน ตนจึงบอกให้สามีขับรถต่อไปเคลียร์กันที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่งห่างจากจุดที่เฉี่ยวชนกันไปประมาณ 500 เมตร

เมื่อไปจอดรถยนต์เจรจากัน ก็ได้มีพลเมืองดีคนหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์มาสอบถามเหตุการณ์ แต่กลับถูกนายตือลงมาต่อว่า ทำท่าทางไม่พอใจ จากนั้นก็ได้เจรจากับตนและสามี โดยพูดทำนองว่าให้พวกตนจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 8,500 บาท ตนจึงตอบไปว่าตนไม่มี ตนมีแค่ 2,000 บาท แต่ถ้าจะเอาเงินให้ไปที่ธนาคาร คู่กรณีจึงขับรถตามไปเอาเงิน ซึ่งระหว่างที่ตนกดงินสดให้ คู่กรณีก็ทำท่าทางว่าจะโทรศัพท์หาบริษัทประกันภัย แต่เมื่อตนมองไปที่หน้าจอโทรศัพท์ของเขา กลับขึ้นว่าเปิดหน้าเฟซบุ๊กอยู่ ไม่ใช่ภาพหน้าจอว่าโทรออก ตนจึงรู้สึกผิดสังเกต แต่ทั้งนี้ ตนได้จ่ายเงินจำนวน 2,000 บาทแล้ว จึงไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าคงเป็นอุบัติเหตุทั่วไป

ภาพจำลองเหตุการณ์

ทั้งนี้ ตนได้สังเกตเห็นว่ารถของคู่กรณีช่วงบังโคลนหน้าหลุดออกมา แล้วไฟหน้าก็ห้อย 1 ดวง พอเขาลงจากรถก็เอาเชือกมาผูกมัดไว้ ส่วนรถของตนมีรอยเฉี่ยวถลอกแค่นิดเดียว และท่อบิดเบี้ยว ซึ่งรู้สึกแปลกใจว่าทำไมรถตนเป็นรอยนิดเดียว แต่รถของเขาจึงมีสภาพเหมือนชนหนัก อีกทั้งคนขับรถกระบะคู่กรณียังทำท่าเหมือนเจ็บมือลงมา ซึ่งตนก็แปลกใจว่าแรงชนกระแทกมากถึงขนาดที่ปวดมือเลยหรือ

สภาพรถผู้เสียหาย

ส่วนตัวตอนแรกที่ตนไม่คาดคิดว่าเขาจะเป็นแก๊งตบทรัพย์ ตนยังรู้สึกสบายใจที่เขาเรียกเงินแค่ 2,000 บาท คิดว่าเขาหวังดีกับเรา แต่พอทราบข่าวของนายปัญญา ตนจึงมั่นใจว่าคนก่อเหตุเป็นคนเดียวกัน จึและเป็นมิจฉาชีพ เมื่อรู้ว่าถูกหลอก จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับ สภ.หนองบัว แต่เจ้าหน้าที่ไม่รับแจ้งความ

นางปลั่ง เดชพงษ์ ผู้เห็นเหตุการณ์

ด้านนางปลั่ง เดชพงษ์ แม่พลเมืองดีที่เข้ามาสอบถาม น.ส.รุ่งทิพย์ในวันเกิดเหตุ เปิดเผยว่า วันดังกล่าวตนเห็นว่ารถทั้งสองคันมาจอดคุยที่ศาลา ตรงข้ามบ้านตน แต่ตนไม่ได้เดินเข้าไปดู แต่ลูกชายขี่รถจักรยานยนต์มาเห็นช่วงที่เขาเฉี่ยวชนกันพอดี จึงเข้าไปช่วยคุย แต่ปรากฏว่าถูกฝ่ายคู่กรณีต่อว่า และมีท่าทีไม่พอใจ ลูกชายตนจึงกลับมาเล่าให้ตนฟังว่า เห็นว่ารถของผู้เสียหายเขาจะขับแซง แต่ถูกคันของคู่กรณีเบียดจนแซงไม่ได้ ทำให้เฉี่ยวชนกัน

นางปลั่งกล่าวต่อว่า ตนรู้สึกผิดสังเกตที่เหตุใดคู่กรณีถึงให้ลูกชายตนออกมา แล้วยังดึงมือของผู้เสียหายเข้าไปคุยเพียงลำพัง ทั้งยังไม่พอใจที่ลูกชายตนเห็นเหตุการณ์ ทั้งที่ในความเป็นจริง คนที่ตกเป็นผู้เสียหาย ย่อมอยากให้มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์เยอะ ๆ อีกทั้ง หลังเกิดเหตุที่เขาไปกดเงินให้กันแล้ว ตนยังเห็นรถผู้เสียหายขับกลับมาทางเดิม แต่รถของพวกคนก่อเหตุ ไม่ได้ขับกลับมาเลย ตนจึงแปลกใจว่าหากเขาจะไปธุระมุ่งหน้าไปทางเส้นนี้ เหตุใดจึงไม่ขับกลับมาใช้เส้นทางเดิมสัญจรตอนกลับ

ถนนเส้นที่เกิดเหตุ

ขณะที่พ.ต.ท.สุรพล ศรีนวกะตระกูล รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.หนองบัว ให้ข้อมูลว่า พล.ต.ต.ดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ ได้สั่งกำชับให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองบัว เร่งรัดติดตามและประสานให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความ โดยหากผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นมิจฉาชีพคนเดียวกัน ก็จะติดตามจับกุมให้ถึงที่สุด ส่วนกรณีที่ผู้เสียหายกังวลว่าอาจจะไม่มีหลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิดตามที่เกิดเหตุนั้น พ.ต.ท.สุรพล ระบุว่า ขอให้มั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะให้ทางชุดสายสืบลงพื้นที่ไปติดตามภาพจากจุดต่าง ๆ โดยเร็ว ส่วนเรื่องเจ้าหน้าที่ร้อยเวรไม่รับแจ้งความ จะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

keyboard_arrow_up