เปิดใจ หนุ่มไม่จ่ายค่าส่วนกลาง 2 ล้าน แฉถูกแกล้ง สำนึกผิดเทขยะ – นิติบุคคลยัน ศาลสั่งจ่าย (คลิป)

จากกรณี ลูกบ้านรายหนึ่งในหมู่บ้านย่านรามคำแหง นำขยะมาทิ้งที่ป้อมยามหน้าหมู่บ้าน พร้อมเต้นยั่วยุใส่กล้องวงจรปิด ภายหลังจากที่ไม่ยอมจ่ายค่าส่วนกลางนับ 10 ปี จนมีการฟ้องร้องกับนิติบุคคลขอให้รื้อป้อมยามออก แต่ลูกบ้านรายดังกล่าวแพ้คดีตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะนายชาญพัฒน์เทน้ำ บริเวณกำแพงใกล้ป้อมยาม

 

ภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะที่นายชาญพัฒน์ทิ้งขยะในหมู่บ้าน

วันที่ 9 ส.ค.61 นายชาญพัฒน์ ชาญพัฒนากร อายุ 20 ปี ลูกบ้านรายดังกล่าว กล่าวว่า พ่อแม่ตนซื้อบ้านตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะมีหมู่บ้าน ในความคิดตนคิดว่าทางกฎหมายถือว่าครอบครัวของตนไม่ได้อยู่ในนิติบุคคล บ้านตนจึงไม่จ่ายค่าส่วนกลาง ซึ่งนิติบุคคลหมู่บ้านได้สั่งให้ คนกวาดถนนยามและพนักงานทำความสะอาดในหมู่บ้าน มากลั่นแกล้งบ้านตนนับ 10 ปี ทั้งต่อว่า และไม่ยอมเปิดที่กั้นทางเข้า-ออกหมู่บ้านให้กับครอบครัวตน ก่อนหน้านี้ตนได้ไปเรียนที่ต่างประเทศ และเพิ่งกลับมาประมาณ 1 ปี พบว่า เวลาจะออกจากบ้าน ยามก็ใช้วาจาไม่สุภาพ ให้คนก่อสร้างมาต่อว่าที่บ้าน รวมถึงไม่กวาดหน้าบ้านตน ทำเศษใบไม้มากองรวมที่หน้าบ้าน ซึ่งการจ่ายค่าส่วนกลางทั้งหมู่บ้านกว่า 2,000,000 ล้านบาท คิดว่าแพงเกินไป เพราะมีแค่การจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยช่วงกลางวันกับกลางคืนเท่านั้น

นายชาญพัฒน์ ชาญพัฒนากร กล่าวขอโทษ

นายชาญพัฒน์ เล่าว่า ครอบครัวตนเคยฟ้องนิติบุคคลให้รื้อป้อมยามทางเข้าหมู่บ้านออก เพราะครอบครัวตนเปิดบริษัทที่บ้าน เวลาลูกค้ามาหา ก็ต้องเดินออกไปเปิดไม้กั้นเพื่อให้ลูกค้าขับรถเข้ามาในบ้าน ซึ่งระยะทางจากบ้านไปป้อมยามกว่า 1 กิโลเมตร และตนก็รู้สึกอายเวลาเดินไปเปิดไม่กั้น เพราะเป็นถึงลูกชายเจ้าของบริษัทแต่กลับต้องเดินมาเปิดไม้กั้นเอง เนื่องจาก ครอบครัวตนไม่จ่ายค่าส่วนกลางพนักงานรักษาความปลอดภัยจึงไม่เปิดไม้กั้นให้

โดยช่วงแรกที่มีหมู่บ้าน ทางบ้านตนก็จ่ายค่าส่วนกลาง แต่คิดว่าจ่ายแพงไปประกอบกับไม่มีการปรับปรุงหมู่บ้าน จึงเลิกจ่าย สุดท้ายเมื่อฟ้องร้องแล้วครอบครัวแพ้คดี บ้านตนก็มีการผ่อนจ่ายค่าส่วนกลางบ้าง ซึ่งบางครั้งก็มีจดหมายเตือน แต่หลังจากที่ตนทำกิริยาที่ไม่สุภาพ ทั้งการทิ้งขยะ และเต้นโชว์กล้อง ก็ไม่มีใครมาตักเตือน โดยที่ทำไปเพราะไม่พอใจทางนิติบุคคลที่ให้คนงานมาทะเลาะกับพ่อแม่ รวมถึงสงสารน้อง 3 คน ที่ต้องมาเห็นกลุ่มคนเหล่านี้มารังแกพ่อแม่

นายชาญพัฒน์ ยืนยันว่า ทางกฎหมายตนไม่ต้องจ่ายค่าส่วนกลาง เพราะตนมาซื้อบ้าน แต่ภายหลังหมู่บ้านมาซื้อที่ดินข้าง ๆ ครอบบ้านเราไว้ พร้อมนำตู้ยามมาตั้งใช้ไม้กั้นทางเข้า-ออก ซึ่งตนไม่ได้ใช้ส่วนกลางใดๆ เพียงแค่ใช้ถนนเข้าออก ตนเคยคิดจะย้ายบ้าน แต่ขณะนี้บ้านตนถูกอายัดไม่ให้ขาย จึงย้ายไม่ได้ แต่ตนไม่เคยมีปัญหากับเพื่อนบ้านตามที่เป็นข่าว นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนบ้านรายอื่นที่ไม่จ่ายค่าส่วนกลางแต่กลับไม่ถูกดำเนินการใด ๆ ซึ่งส่วนที่นิติบุคคลแจ้งความดำเนินคดีกับตน เรื่องของการก่อกวนต่างๆ ตนยังไม่ทราบว่าตำรวจจะดำเนินการอย่างไร ส่วนตัวก็รู้สึกกลัวว่า จะต้องติดคุกหรือถูกดำเนินคดี เพราะตัวเองทำธุรกิจจะกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ทั้งนี้ นายชาญพัฒน์ ได้ยกมือไหว้ พร้อมกล่าวขอโทษกับสิ่งที่ทำลงไปและเป็นตัวอย่างไม่ดีต่อสังคม ซึ่งตนก็ไม่อยากทำ แต่ทนไม่ได้ที่คนมากลั่นแกล้งพ่อแม่

นายปฐมพล เที่ยงวงษ์ ผู้จัดการนิติบุคคลของหมู่บ้าน

นายปฐมพล เที่ยงวงษ์ ผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้าน เปิดเผยว่า ประเด็นที่ผู้ก่อเหตุอ้างว่าบ้านของตัวเองสร้างก่อนมีหมู่บ้านนั้น สิ้นสุดตั้งแต่คำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อปี 2558 ซึ่งชี้ว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นสมาชิกนิติบุคคล ผู้อาศัยมีหน้าที่จ่ายค่าส่วนกลาง โดยบ้านซื้อในโครงการของหมู่บ้าน แต่ช่วงแรกยังไม่มีนิติบุคคล เพราะมีการดูแลของโครงการ แต่เมื่อมีการจัดสรรที่ดินหลายแปลงจึงเข้าหลักเกณฑ์บ้านจัดสรร

ส่วนที่อ้างว่าพ่อแม่ ถูกกลั่นแกล้ง ตั้งแต่ปี 2552 ที่อีกฝ่ายร้องศาลให้รื้อป้อมยาม ก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ตอนขึ้นศาล รวมถึงไม่มีการแจ้งความใดๆ จึงยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้งจากทางนิติบุคคล ซึ่งการที่อีกฝ่ายไม่ยอมจ่ายเพราะเห็นว่าค่าส่วนกลางแพง อาจมีการทุจริตนั้น ลูกบ้านรายดังกล่าวไม่เคยเข้าร่วมประชุมสมาชิกกับทางหมู่บ้าน ซึ่งจะมีการชี้แจงเรื่องการใช้จ่ายเงินส่วนกลาง โดยยืนยันว่าทุกอย่างโปร่งใส

ล่าสุด ตนก็ได้นำภาพที่นายชาญพัฒน์ก่อเหตุ ไปให้ข้อเท็จจริงกับตำรวจ สน.หัวหมาก เพื่อให้พิจารณาดำเนินคดีต่อไป ซึ่งในตอนแรกตนประสงค์จะไกล่เกลี่ยแต่อีกฝ่ายไม่ยอมเจรจา จึงต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนเรื่องของที่ดินที่ถูกอายัด ก็เป็นไปตามกฎหมาย ที่ลูกบ้านไม่จ่ายค่าส่วนกลาง จึงไม่สามารถโอนชื่อหรือเปลี่ยนมือได้ จนกว่าจะจ่ายค่าส่วนกลางครบ ยืนยันว่า ตนไม่ได้โกรธเคืองอีกฝ่ายเพราะคิดว่าเป็นเด็ก อาจจะทำไปเพราะไม่รู้ และหากอยากเข้ามาเจรจาก็ยินดี

keyboard_arrow_up