
ทำไมมหาอำนาจถึงแย่งชิงกรีนแลนด์ ? เปิดความลับขุมทรัพย์แห่งขั้วโลก ทำไมดินแดนที่หนาวเหน็บแห่งนี้ถึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญของความมั่นคงโลก
ท่ามกลางอุณหภูมิที่ติดลบและลมพายุที่โหมกระหน่ำบนเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง "กรีนแลนด์" มีบางสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง น้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์ที่เคยปกคลุมแผ่นดินนี้มานานนับพันปีเริ่มละลายตัวลง แต่นั่นกลับเผยให้เห็นสิ่งที่โลกยุคใหม่โหยหาที่สุด นั่นคือ การเปิดกล่องแพนโดราที่บรรจุ "สมบัติใต้หิมะ" มูลค่ามหาศาลเอาไว้
ความร่ำรวยที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งนี้เอง เป็น "ขุมทรัพย์แห่งขั้วโลก" ที่มหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ต่างจ้องมองด้วยสายตาที่ไม่กะพริบ
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเบื้องหลังสงครามทรัพยากรที่กำลังระอุขึ้นท่ามกลางหิมะที่ละลาย...
กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิต (Inuit) ประมาณ 56,000 คน
กรีนแลนด์มีสถานะเป็นประเทศที่ปกครองตนเองภายใต้อาณาจักรเดนมาร์ก รัฐบาลกรีนแลนด์มีอำนาจบริหารจัดการกิจการภายในส่วนใหญ่ รวมถึงด้านการศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ แม้ว่ารัฐบาลเดนมาร์กจะยังมีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในด้านนโยบายต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และความมั่นคง แต่อำนาจการตัดสินใจของกรีนแลนด์ในด้านเหล่านี้กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากที่เคยมีสถานะเป็นอาณานิคมและกลายมาเป็นจังหวัดหนึ่งของเดนมาร์กในภายหลัง กรีนแลนด์ได้รับสิทธิในการปกครองตนเอง (Self-rule) ในปี 1979 และต่อมา พระราชบัญญัติการปกครองตนเองของกรีนแลนด์ปี 2009 (2009 Greenland Self-Government Act) ได้ขยายขอบเขตความรับผิดชอบของกรีนแลนด์ให้มากขึ้น พร้อมทั้งมอบสิทธิให้ชาวกรีนแลนด์สามารถประกาศเอกราชจากเดนมาร์กได้ ชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่สนับสนุนการเป็นเอกราชในอนาคต อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากเงินอุดหนุนของเดนมาร์กยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้เป้าหมายนี้มีความซับซ้อนและท้าทาย
โดยในปี 2024 กรีนแลนด์ได้ประกาศ "ยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ และความมั่นคง ปี 2024-2033" ภายใต้ชื่อว่า
"Greenland in the World – Nothing About Us Without Us" (กรีนแลนด์ในเวทีโลก – จะไม่มีเรื่องใดเกี่ยวกับเรา หากไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้อง)
เมื่อเค้กก้อนใหญ่ขนาดนี้ถูกวางอยู่กลางโต๊ะ... มหาอำนาจจึงเริ่มขยับตัวอย่างรวดเร็ว
ทางผ่านขั้วโลก (The Arctic Gateway) กรีนแลนด์ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างอเมริกาเหนือ ยุโรป และรัสเซีย ทำให้เป็นจุดที่สั้นที่สุดในการส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าหรือการตรวจจับขีปนาวุธข้ามทวีป
จุดยุทธศาสตร์ GIUK Gap พื้นที่ทะเลระหว่าง กรีนแลนด์ (G), ไอซ์แลนด์ (I) และสหราชอาณาจักร (UK) คือเส้นทางหลักที่เรือดำน้ำและกองเรือของรัสเซียต้องใช้เพื่อออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก การควบคุมกรีนแลนด์จึงเท่ากับการคุมเส้นทางเข้า-ออกของกองทัพเรือมหาอำนาจ
โครงสร้างทางธรณีวิทยาของกรีนแลนด์ประกอบด้วยกลุ่ม แร่หายากชนิดหนัก (Heavy Rare Earth Elements - HREE) ในระดับความเข้มข้นที่สูงเป็นพิเศษ
ซึ่งแร่กลุ่มนี้มีราคาสูงกว่าปกติเนื่องจากมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการนำไปประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีขั้นสูง สิ่งที่ทำให้โครงการ Tanbreez ของกรีนแลนด์แตกต่างจากแหล่งแร่หายากทั่วไป (ซึ่งมักพบแร่หายากชนิดเบาเป็นหลัก)
คือคุณลักษณะทางแร่วิทยาที่โดดเด่น โดยพบระดับของ แร่ดิสโพรเซียม (Dysprosium), เทอร์เบียม (Terbium) และยูโรเพียม (Europium) ในปริมาณที่สูง ซึ่งธาตุเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการผลิต แม่เหล็กถาวรสำหรับกังหันลมผลิตไฟฟ้า, มอเตอร์ของยานยนต์ไฟฟ้า และระบบนำร่องในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
แหล่งแร่ Tanbreez ซึ่งปัจจุบันถือครองโดยบริษัท Critical Metals Corp โดยมีการประมาณการว่ามีแร่หายากออกไซด์มากกว่า 4 ล้านตัน ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในทรัพยากรแร่หายากที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ความได้เปรียบทางธรณีวิทยานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความเข้มข้นของธาตุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงขนาดของแหล่งแร่และการเข้าถึงทรัพยากรด้วย
จากการประเมินของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) พบว่าโครงสร้างแร่ในแถบอาร์กติกมักมีปริมาณสำรองมหาศาล (Large Tonnage) และมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่ทำให้การสกัดแร่ออกมาทำได้ค่อนข้างตรงไปตรงมาเมื่อเทียบกับแหล่งแร่ที่มีความซับซ้อนในภูมิภาคอื่น การผสมผสานกันระหว่างขนาดของแหล่งแร่, คุณภาพของแร่ และความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติการนี้เอง ที่สร้างความดึงดูดใจทางเศรษฐกิจสำหรับการทำสัญญาสั่งซื้อระยะยาว แม้ว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแถบอาร์กติกจะต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นในระดับที่สูงมากก็ตาม
บริษัท Energy Transition Minerals ได้เริ่มเก็บตัวอย่างโครงสร้างหินในกรีนแลนด์มาตั้งแต่ปี 2021 และได้ข้อสรุปว่า ดินแดนแห่งนี้อาจครอบครองแหล่งแร่หายากที่ยังไม่ถูกค้นพบสูงถึง 25% ของโลก ซึ่งเป็นรองเพียงแค่ประเทศจีนเท่านั้น
เฉพาะที่ Ilimaussaq Complex เพียงแห่งเดียว ก็มีปริมาณแร่หายากเทียบเท่าออกไซด์ (Rare Earth Oxide Equivalent) มากกว่า 11 ล้านตัน
โดยมีความเข้มข้นของแร่หายากรวม (TREO - Total Rare Earth Oxides) สูงกว่า 1.5% ซึ่งถือว่าเข้มข้นกว่าแหล่งแร่ของคู่แข่งรายอื่น ๆ ในโลกมาก
แหล่งแร่เหล่านี้ประกอบด้วยธาตุสำคัญอย่าง นีโอดิเมียม (Neodymium), ดิสโพรเซียม (Dysprosium), เทอร์เบียม (Terbium) และเพรซีโอดิเมียม (Praseodymium) ซึ่งล้วนจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV), กังหันลม และเทคโนโลยีทางทหาร
ที่ Gardar province ทางตอนใต้ มีการแทรกตัวของหินอัลคาไลน์ (Alkaline intrusions) ได้สร้างสภาวะทางธรณีวิทยาที่สมบูรณ์แบบ แหล่งแร่ Kringlerne (หรือ Killavaat Alannguat) เป็นหนึ่งในแหล่งที่โดดเด่นที่สุด โดยมีการผสมผสานกันของแร่หายากทั้งชนิดเบาและชนิดหนัก รวมถึงธาตุที่มีมูลค่าอื่น ๆ อย่าง เซอร์โคเนียม (Zirconium) และไนโอเบียม (Niobium)
นอกจากนี้ยังมี น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตามรายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) เมื่อปี 2007 ระบุว่า อาจมีปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำรองจำนวนมหาศาลอยู่นอกชายฝั่งของกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกรีนแลนด์ได้ ระงับการออกใบอนุญาตใหม่ สำหรับการสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในปี 2021 โดยอ้างความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการขุดเจาะ
ส่วน น้ำจืด คือการแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์จากน้ำแข็งและน้ำของกรีนแลนด์อาจช่วยตอบสนอง ความต้องการน้ำจืดที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ได้ เนื่องจากปริมาณน้ำจืดของโลกประมาณร้อยละ 20 ถูกกักเก็บไว้ในแผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมเกาะแห่งนี้
ขณะที่ อุตสาหกรรมการประมง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นแหล่งรายได้หลักในการเลี้ยงชีพของชุมชนท้องถิ่น เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุด และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนมหาศาลของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นอกจากนี้ กรีนแลนด์ยังเป็นผู้จัดหาทรัพยากรปลาที่สำคัญให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของโลก และเมื่อพิจารณาถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความสำคัญของกรีนแลนด์ในด้านนี้อาจจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
สมบัติของกรีนแลนด์ไม่ได้มีแค่สิ่งที่ขุดขึ้นมาจากดิน แต่คือ "ทำเลที่ตั้ง" เมื่อน้ำแข็งละลาย เส้นทางเดินเรือสายใหม่ที่เรียกว่า "Transpolar Sea Route" ก็เริ่มชัดเจนขึ้น ซึ่งจะย่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียและยุโรปได้มหาศาล (เร็วกว่าผ่านคลองสุเอซ) ใครที่ตั้งฐานทัพหรือท่าเรือในพื้นที่นี้ได้ จะสามารถคุมเส้นทางการค้าที่สำคัญที่สุดเส้นทางหนึ่งของโลกในอนาคต
กรีนแลนด์ครองตำแหน่งยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวเส้นทางเดินเรือที่มีศักยภาพสองเส้นทางผ่านอาร์กติก ได้แก่
ในปัจจุบัน เส้นทางเหล่านี้ยังไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และน่าจะยังคงเป็นเช่นนั้นไปอีกหลายปี เนื่องจากสภาพอากาศที่อันตรายและภูเขาน้ำแข็งที่ลอยกระจัดกระจาย อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว เมื่อการจราจรของเรือในมหาสมุทรอาร์กติกเพิ่มขึ้น กรีนแลนด์มีแนวโน้มที่จะกลายเป็น "ผู้เล่นกุญแจสำคัญ" ในการบริหารจัดการมหาสมุทรอาร์กติกอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการจัดการเหตุฉุกเฉิน การป้องกัน และการตอบโต้ภัยพิบัติ
ในอดีตกรีนแลนด์อาจถูกมองว่าเป็นเพียงเกาะน้ำแข็งที่ห่างไกล แต่ในยุคปี 2026 ที่ความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจพุ่งสูงขึ้น กรีนแลนด์ได้กลายเป็น "เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม" และ "คลังแสงแร่ธาตุ" ที่มหาอำนาจไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ
ข้อมูลอ้างอิง : discoveryalert , braumillerlaw , belfercenter
Advertisement