
บทเรียนจากฟูจิ ทำไม Selfie Tourism กำลังบ่อนทำลายสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ทำลายชุมชนท้องถิ่นอย่างไร ผ่านพฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่สาธารณะของ แจ็กแปปโฮ
ทำไมการท่องเที่ยวแบบ Selfie Tourism จึงถูกกล่าวว่าเป็นการทำลายสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะแลนด์มาร์คที่สวยที่สุดของโลกที่ผู้คนนิยมไป มองผ่านพฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่สาธารณะของ แจ็กแปปโฮ ยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย ที่ได้โพสต์คลิปถอดเสื้อและขึ้นไปยืนเต้นบนหลังคารถตู้ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อลอว์สัน สาขาที่เป็นจุดถ่ายภาพภูเขาไฟฟูจิ จนได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นว่า ไร้มารยาท ไม่เคารพกฎระเบียบและวัฒนธรรมของประเทศเจ้าบ้าน และทำให้ภาพลักษณ์ของคนไทยในสายตาชาวต่างชาติเสียหาย
Selfie Tourism คือการท่องเที่ยวที่เน้นการถ่ายภาพเซลฟี่เพื่อโพสต์ลงโซเชียลมีเดียเป็นหลัก เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาของเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางของตนเองทางออนไลน์ได้โดยง่าย ปรากฏการณ์นี้หมายถึงการที่นักท่องเที่ยวมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาจุดหมายปลายทางที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ (Iconic) และมีความสวยงามทางสุนทรียศาสตร์ (Aesthetically pleasing) เพื่อถ่ายภาพตนเอง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อการเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย
การมีอยู่ของสถานที่ที่ถูกเรียกว่า Instagrammable attraction ซึ่งหมายถึงสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร หรือสิ่งดึงดูดใจอื่นๆ ที่ สวยงาม น่าสนใจ และเหมาะกับการถ่ายรูปเพื่อนำไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักท่องเที่ยวใช้ในการพิจารณาเลือกจุดหมายปลายทาง สำหรับวัตถุประสงค์ในการบันทึกและแบ่งปันประสบการณ์ผ่านภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ ต้นเหตุทำให้พฤติกรรมการท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปสู่การแสวงหาโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลที่น่าประทับใจ
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ ในการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยว รวมถึงผลกระทบเชิงลบต่อความสงบเรียบร้อยและสภาพแวดล้อม Selfie Tourism มีส่วนสำคัญในการเร่งให้เกิดปัญหา Overtourism หรือ การท่องเที่ยวล้นเมือง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสงบเรียบร้อยและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
แนวโน้มนี้ได้รับการยืนยันโดยรายงานขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ที่ระบุว่า การเดินทางเพื่อแสดงออก (Travel to show) หรือ การเก็บภาพ Instagramable Moments ช่วงเวลาหรือสถานที่ที่น่าถ่ายรูปและน่าแชร์ลงบนแอปพลิเคชันอินสตาแกรม เพื่อให้เป็นที่สนใจและได้รับการชื่นชมจากผู้อื่น คำนี้เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมการถ่ายรูปเพื่อแชร์บนอินสตาแกรมที่แพร่หลาย การเยี่ยมชมสถานที่ที่คุ้มค่าแก่การถ่ายรูปเซลฟี่ เป็นหนึ่งในหกเทรนด์การเดินทางหลักของโลก
เมื่อแรงจูงใจหลักในการเดินทางคือการเพิ่มพูนเกียรติยศหรือความภาคภูมิใจให้ตนเอง ผ่านการแสดงผลงานบนโลกโซเชียล จึงเป็นต้นเหตุทำให้การรับรู้คุณค่าของการเดินทางเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ นักท่องเที่ยวจะให้ความสำคัญกับการสร้างภาพถ่ายที่มีสุนทรียศาสตร์สูงสุดเหนือกว่าการดื่มด่ำกับประสบการณ์ในพื้นที่จริง หรือแม้แต่เหนือกว่า ความเคารพต่อสถานที่และความปลอดภัยของตนเองและสาธารณะ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ดังเช่น กรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นของ แจ็กแปปโฮ ยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย จากคลิปถอดเสื้อและขึ้นไปยืนเต้นบนหลังคารถตู้ หน้าร้านสะดวกซื้อลอว์สัน จุดถ่ายภาพภูเขาไฟฟูจิ จนถูกต่อว่าถึงความไร้มารยาท ไม่เคารพกฎระเบียบและวัฒนธรรมของพื้นที่ จนในที่สุดต้องลบคลิปดังกล่าวทิ้งไป
การหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนนำพาด้วยสื่อโซเชียลได้นำไปสู่ปัญหามลพิษจากการท่องเที่ยว (Tourism pollution) และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่จำกัด เช่น เกาะขนาดเล็ก หรือจุดหมายปลายทางที่มีระบบนิเวศเปราะบาง ทำให้หลายสถานที่ได้เริ่มมีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหาความแออัดและพฤติกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยการถ่ายเซลฟี่
เช่น ที่ Portofino เมืองตากอากาศริมทะเลอิตาเลียน-ริเวียร่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศอิตาลี ทางการท้องถิ่นได้กำหนดโทษปรับสูงถึง 275 ยูโร (ประมาณ 310 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับผู้ที่ Lingering หยุดถ่ายเซลฟี่นานเกินไป ณ จุดชมวิว โดยกฎระเบียบนี้จำเป็นต้องใช้เพื่อป้องกันปัญหาการจราจรติดขัดของคนเดินเท้าในช่วงฤดูท่องเที่ยว
หรือแม้แต่หมู่เกาะบาเลอาริก ในประเทศสเปน หลังจากการโปรโมตโดยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลก ทำให้ Caló des Moro อ่าวเล็กๆ ที่รองรับนักท่องเที่ยวได้เพียง 100 คน ที่ขึ้นชื่อว่ามีความสวยงาม มีชื่อเสียงจากน้ำทะเลสีฟ้าใสราวกับคริสตัล หาดทรายสีขาว และหน้าผาสูงที่ล้อมรอบ ถูกนักท่องเที่ยวมากถึง 4,000 คนต่อวันยึดครอง สร้างผลกระทบที่เลวร้าย จนทำให้ต้องถอดภาพของอ่าวนี้ออกจากเว็บไซต์ทางการทั้งหมด
รวมถึงอ่าวมาหยาของเมืองไทยเรา เคยมีนักท่องเที่ยวทะลักเข้าไปท่องเที่ยวเกิน 5,000 คนต่อวัน สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อแนวปะการัง การกัดเซาะทราย และการสูญเสียพืชพรรณชายหาด ทำให้รัฐบาลไทยจำเป็นต้องตัดสินใจปิดอ่าวเป็นการถาวร ก่อนจะปรับเปลี่ยนด้วยการกำหนดมาตรการควบคุมที่เข้มงวด โดยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าได้เพียงสามร้อยกว่าคนต่อครั้งเท่านั้น
ความมุ่งมั่นในการสร้างคอนเทนต์ที่โดดเด่น มักจะบดบังการตัดสินใจด้านความปลอดภัยอย่างมีเหตุผล นักท่องเที่ยวบางคนแสวงหาการถ่ายภาพตนเองในสถานที่เสี่ยงภัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดลำดับความสำคัญของผลงานดิจิทัลอยู่เหนือความระมัดระวัง หรือบางคนต้องการยอดไลฟ์ยอดแชร์ โดยไม่ได้เคารพกฎระเบียบและวัฒนธรรมของประเทศที่ไป อีกทั้งยังทำให้ภาพลักษณ์เพื่อนร่วมชาติเสื่อมเสียไปด้วย
การท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดีย จึงทำให้หลายคนอาจละเลยความละเอียดอ่อนและขาดความเคารพทางวัฒนธรรม โดยมุ่งเน้นฉากหลังที่สวยงามเพื่อการถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอเท่านั้น
การจัดการปัญหา Selfie Tourism ในระยะยาว จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความรู้ก่อนการเดินทางเกี่ยวกับกฎระเบียบและมาตรการด้านความปลอดภัยของแต่ละประเทศที่ไป นอกจากนี้ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีสติ ซึ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การลด Carbon Footprint และการสนับสนุนแนวทางปฏิบัติของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน จะช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวจากการมุ่งเน้นการแสดงออกภายนอก ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและเคารพต่อสถานที่
และเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แม้ปรากฏการณ์ Selfie Tourism จะนำมาซึ่งความท้าทายหลายประการ แต่ในมิติของเศรษฐกิจและการตลาด ถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญและมีผลตอบแทนสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้
อ้างอิง :
travel tourism board inspires a little selfie control
Fined for a selfie? The cultural taboos catching travelers out
Advertisement