
พาราเซตามอล (Paracetamol) แม้เป็นยาสามัญ แต่หากกินเกินขนาด ถี่เกินไป หรือซ้ำซ้อนกับยาอื่น อาจทำให้ตับวายเฉียบพลันได้ จึงควรใช้ยาตามน้ำหนักตัวและระวังเป็นพิเศษในผู้มีโรคตับหรือดื่มแอลกอฮอล์ หากสงสัยว่ากินยาเกินขนาด ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ
แพทย์หญิงณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า พาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) เป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือน นอกจากยาที่มีพาราเซตามอลเป็นตัวยาเดี่ยวแล้ว พาราเซตามอลยังเป็นส่วนประกอบของยาอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดบางสูตร จึงมีโอกาสได้รับตัวยาซ้ำจากยาหลายชนิดโดยไม่รู้ตัว
เมื่อพาราเซตามอลเข้าสู่ร่างกาย ยาส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับและกำจัดออกจากร่างกาย แต่ยาบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ตับ ซึ่งตามปกติร่างกายสามารถกำจัดสารพิษนี้ได้ด้วยสารที่เรียกว่า “กลูตาไธโอน” (Glutathione) แต่หากได้รับพาราเซตามอลในปริมาณมากเกินไป กระบวนการกำจัดยาตามปกติจะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสารพิษเพิ่มขึ้น ขณะที่กลูตาไธโอนถูกใช้จนลดลง สารพิษจึงสะสมและทำลายเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลัน และหากรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้
4 พฤติกรรมกินยาพาราเสี่ยงทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว
การได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดไม่ได้เกิดจากการกินยาจำนวนมากในครั้งเดียวเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมที่ควรระวัง ได้แก่
1. กินยาถี่กว่าที่กำหนด
เมื่อไข้หรืออาการปวดยังไม่ดีขึ้น บางคนอาจกินยาซ้ำเร็วกว่าที่ควร ทำให้ปริมาณยาที่ได้รับสะสมในแต่ละวันสูงเกินไป โดยทั่วไปควรเว้นระยะการรับประทานพาราเซตามอลอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์
2. กินหลายเม็ดโดยไม่ดูปริมาณตัวยา
พาราเซตามอลมีหลายขนาด การนับเพียงจำนวนเม็ดโดยไม่ตรวจว่าหนึ่งเม็ดมีตัวยากี่มิลลิกรัม อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดได้ จึงควรตรวจขนาดของยาและคำนวณปริมาณพาราเซตามอลรวมที่ได้รับในแต่ละวัน
3. กินยาหลายชนิดที่มีพาราเซตามอลซ้ำกัน
ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ หรือยาแก้ปวดบางชนิดมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ หากรับประทานร่วมกับพาราเซตามอลชนิดเดี่ยว อาจได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ จึงควรตรวจ “ตัวยาสำคัญ” หรือ Active Ingredient บนฉลากก่อนใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
4. เพิ่มขนาดยาเองเมื่ออาการไม่ดีขึ้น
หากมีไข้หรืออาการปวดต่อเนื่อง ไม่ควรเพิ่มจำนวนเม็ดหรือความถี่ในการรับประทานยาด้วยตนเอง เพราะการเพิ่มขนาดยาไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างปลอดภัย หากอาการไม่ดีขึ้นหรือจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและประเมินการรักษาที่เหมาะสม
ยาพาราเซตามอลควรกินเท่าไรจึงเหมาะสม?
ขนาดพาราเซตามอลที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว อายุ และภาวะสุขภาพ จึงไม่ควรพิจารณาจากจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียว สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป มักใช้ครั้งละ 500–1,000 มิลลิกรัม ทุก 4–6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ โดยปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิด ไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมภายใน 24 ชั่วโมง
กินยาพาราเกินขนาด ทำให้ตับวายได้อย่างไร?
เมื่อร่างกายได้รับยาเกินขนาดจนเซลล์ตับเสียหายอย่างรุนแรง ตับอาจสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่สำคัญ และพัฒนาไปสู่ ตับวายเฉียบพลัน ได้
เมื่อตับทำงานลดลง ร่างกายจะกำจัดสารพิษและสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดได้ไม่ดีเท่าปกติ ผู้ป่วยอาจมีตัวเหลือง ตาเหลือง เลือดออกง่าย สับสน หรือซึม และในรายที่รุนแรงอาจมีอวัยวะอื่นทำงานผิดปกติร่วมด้วย
ข้อที่สำคัญคือ อาการมักไม่แสดงทันทีหลังได้รับยาเกินขนาด ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่มีอาการใด ๆ เลย ขณะที่เซลล์ตับกำลังถูกทำลายอยู่เบื้องหลัง อาการตับวายชัดเจน เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง มักปรากฏช้ากว่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนไปพบแพทย์
กินยาพาราอย่างไรให้ปลอดภัยต่อตับ?
การใช้พาราเซตามอลอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาดได้ โดยควร
• อ่านฉลากและตรวจปริมาณตัวยาก่อนใช้ทุกครั้ง
• เว้นระยะการรับประทานยาตามคำแนะนำ ไม่เพิ่มขนาดหรือความถี่ด้วยตนเอง
• นับปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิดที่ใช้ภายใน 24 ชั่วโมง
• ตรวจส่วนประกอบของยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดสูตรผสม เพื่อป้องกันการได้รับตัวยาซ้ำ
• ให้พาราเซตามอลแก่เด็กตามน้ำหนักตัวและความเข้มข้นของยา โดยใช้อุปกรณ์ตวงยาที่เหมาะสม
• หากมีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีภาวะขาดสารอาหาร หรือต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เมื่อใดควรไปโรงพยาบาลหรือประเมินสุขภาพตับเพิ่มเติม?
หากสงสัยว่าได้รับพาราเซตามอลเกินขนาด ไม่ว่าจะจากการกินยาปริมาณมากในครั้งเดียว กินเกินขนาดซ้ำหลายครั้ง หรือได้รับพาราเซตามอลซ้ำซ้อนจากยาหลายชนิด ควรไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ เพราะพิษจากพาราเซตามอลในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน
หากเข้ารับการรักษาเร็ว แพทย์อาจให้ยาต้านพิษ N-acetylcysteine (NAC) ซึ่งช่วยเสริมกลูตาไธโอนและลดการทำลายเซลล์ตับ โดยยาจะให้ผลดีที่สุดเมื่อได้รับภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม และยังอาจมีประโยชน์แม้เข้ารับการรักษาล่าช้า แพทย์จะประเมินปริมาณยา ระยะเวลาหลังได้รับยา และผลตรวจเลือด เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ความปลอดภัยในการใช้พาราเซตามอลไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงขนาดยา ระยะห่างระหว่างมื้อ และปริมาณรวมจากยาทุกชนิดภายใน 24 ชั่วโมง การอ่านฉลากและใช้ยาอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะตับบาดเจ็บได้ด้วย
Advertisement