
รศ. ภก. ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เตือน! วิธีใช้ยาที่คนไทยเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต? กินผิดเสี่ยงกระเพาะทะลุ ไตวาย ตับพัง? ผ่านรายการ Tuck Talk พร้อมแชร์เคล็ดลับการเลือกยาให้ถูกต้อง หายไว และปลอดภัย อย่าปล่อยให้การกินยา กลายเป็นการทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว
พาราเซตามอลเป็นยาที่แทบทุกบ้านมีติดบ้านหมดเลย บางบ้านมีมากกว่า 1 ยี่ห้อด้วยซ้ำ พาราเซตามอลมีฤทธิ์แก้ปวดศีรษะ ลดไข้ แต่ปัจจุบันพาราเซตามอลเป็นยาแก้ปวดที่เราใช้ในการรักษาอาการปวดแบบอ่อน ๆ เช่น ปวดหลัง ปวดต้นคอเวลาที่นอนตกหมอนบ้าง พลิกตัวเร็ว ๆ หมุนตัวเร็ว ๆ แล้วมันเจ็บนิดหนึ่ง หรือเจ็บเข่าในคนไข้ที่เป็นเข่าเสื่อม หรือแม้แต่ในกรณีที่เล่นกีฬาแล้วมีการบาดเจ็บเล็กน้อย พาราเซตามอลก็เพียงพอที่จะใช้
ถ้าเป็นไข้โดยทั่วไป แก้ปวดศีรษะหรือลดไข้ธรรมดา จะคิดตามน้ำหนักตัว ถ้าหนัก 45 ใช้ตัวเลข 10 คูณ 45x10 คือ 450 แปลว่าเม็ดเดียว 500 มิลลิกรัมก็พอ แล้วกินซ้ำทุก 6 ชั่วโมงหรือ 8 ชั่วโมง แต่ถ้าเกิดเป็นกรณีของการปวดที่มาจากกล้ามเนื้อ มาจากกระดูกที่เกิดจากการบาดเจ็บแบบนี้ ก็ไม่ต้องสนใจน้ำหนักตัว เพิ่มเป็น 2 เม็ดเลย แล้วกินซ้ำทุก 6 หรือ 8 ชั่วโมงเหมือนกัน
ส่วน "ไอบูโพรเฟน" เป็นยาในกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นยาสำหรับรักษาการปวดของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเหมือนกัน ซึ่งในยาในกลุ่มนี้มีเยอะไปหมดเลย บางทีเราจะได้ยินคนเรียกยากลุ่มนี้ว่าเป็นยาแก้อักเสบ เพราะว่าการปวดที่เกิดขึ้นจากระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่มันเกิดการบาดเจ็บ มันมาจากกระบวนการอักเสบของกระดูกและกล้ามเนื้อก่อน เพราะฉะนั้นการอักเสบคือพื้นฐานเมื่ออักเสบก็เลยทำให้ปวด ดังนั้นถ้าเกิดเราสามารถรักษาต้นเหตุได้ ก็คือลดการอักเสบได้ มันก็เลยทำให้อาการปวดดีขึ้น ถ้าถามว่ามันแรงกว่าพาราเซตามอลไหมก็ต้องบอกว่ามันแรงกว่า เพราะว่าด้วยความที่ยากลุ่มแก้อักเสบหรือกลุ่มไอบูโพรเฟนเป็นยากลุ่มที่เวลาเข้าไปออกฤทธิ์ในร่างกาย มันไปรักษาการอักเสบทุกจุดในร่างกายเลย แต่อะไรก็ตามนะที่มาพร้อมคำว่าแรงกว่า สิ่งที่อยากให้ทุกคนตระหนักไว้ร่วมกันเสมอคือเมื่อมันแรงกว่าแปลว่ามันอาจจะอันตรายมากกว่าด้วยเช่นกัน
ส่วนบางคนที่ซื้อยากินเอง อันดับแรกเลย เนื่องจากยากลุ่มนี้ทั้งหมดจัดเป็นยาอันตราย เพราะฉะนั้นคำว่ายาอันตรายในทางการแพทย์แปลว่าจะต้องถูกส่งมอบหรือถูกคัดเลือกโดยบุคลากรทางวิชาชีพเป็นหลัก ซึ่งอาจจะเป็นแพทย์เป็นเภสัชกร เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะซื้อกินเองก็ต้องหาร้านที่มีเภสัชกรก่อน คืออันดับแรกเลยหรือไปพบคุณหมอ อันที่ 2 หลังจากได้ยามาแล้วถ้าเกิดว่าเป็นกรณีของการปวดแบบเฉียบพลัน เช่น ไปเล่นกอล์ฟแล้วบาดเจ็บขึ้นมา อย่างนี้อาจจะแค่ 1-2 วันแล้วจบ เพราะว่ากล้ามเนื้อมันได้หยุดพักแล้ว พอเป็นใหม่ก็กินใหม่ แต่ถ้าเกิดว่าเรามีโรคบางอย่างที่มันเป็นโรคเรื้อรังของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น เป็นโรคข้อเสื่อม เป็นโรคข้ออักเสบอยู่แล้ว อันนั้นจำเป็นต้องกินทุกวันก็ต้องกินทุกวัน แต่มันจะไม่ทำให้เสพติด แต่มันอาจจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงอื่น เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหาร ทำให้ความดันขึ้น เป็นต้น
สำหรับการใช้ยานวดหรือแผ่นแปะเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดนั้น พื้นฐานสำคัญเวลาที่เราเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อก็คือ เราต้องปฐมพยาบาลก่อน การปฐมพยาบาลเลยก็คือ 1 หยุดใช้ ต้องหยุดพักก่อน อันที่ 2 คืออาจจะใช้วิธีการประคบเย็นในช่วง 24 ชั่วโมงแรกอันนี้ได้ แล้วก็ฟิกซ์มันไว้ คืออย่าขยับมัน พอยิ่งขยับมันยิ่งอักเสบมากขึ้น ส่วนยาที่เราใช้ไม่ว่าจะเป็นยาทาภายนอกที่มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด เช่น กรณีที่เราทาแล้วมันรู้สึกร้อน ๆ พวกนี้หรือว่าเป็นแผ่นปิดผิวหนังก็แล้วแต่พวกนี้วัตถุประสงค์จริง ๆ ก็คือเพื่อให้หลอดเลือดมันขยายตัว ช่วยทำให้มันพยายามเร่งกระบวนการซ่อมแซมที่เสียไปประมาณนั้น
ช่วงนี้เราแพ้อากาศเยอะเพราะว่าฝุ่นเริ่มมา จะมี 2 แบบคือ แพ้ด้วยฝุ่นหรือแพ้ด้วยแพ้อากาศที่เป็นโรคภูมิแพ้จมูก หรือมีอาการแพ้เพราะมีหวัด หรือมีการติดเชื้อไวรัส อันนี้จะเป็นสิ่งที่ต่างกัน การใช้ยาประสิทธิภาพก็จะต่างกันไปด้วย เพราะว่าถ้าเกิดสมมติว่าเราเป็นหวัดจากไวรัส เช่น ไปติดคนนู้นมาคนนี้มา แล้วมีอาการคัดจมูกยาลดน้ำมูก พวกนี้จริง ๆ ถ้าจะได้ผลดีครับต้องง่วงนอน มันจะออกฤทธิ์ดีกว่า
ยาแก้แพ้ ถ้าเกิดเป็นภูมิแพ้ธรรมดาไม่ได้เป็นหวัด ไม่ได้เป็นเรื่องของติดเชื้อไวรัส กินยาแก้แพ้ง่วงไม่ง่วงประสิทธิภาพเท่ากัน ได้เหมือนกันเพราะฉะนั้นคำถามคือยาแก้แพ้ที่ง่วงต้องกินวันละหลายครั้ง กินแล้วง่วงด้วย เทียบกับยาแก้แพ้ที่ไม่ง่วงกินวันละครั้ง แล้วไม่ง่วง เลือกได้ ประสิทธิภาพเท่ากันเลยไม่ต่างกัน ต้องแยกแยะให้ดี
ปกติยาแก้แพ้เรากินเพื่อบรรเทาอาการ คีย์เวิร์ดสำคัญคือบรรเทาอาการ ไม่ใช่ทำให้หาย ไม่ใช่ใช้เพื่อป้องกัน เพราะฉะนั้นหลักการคือเวลาที่เราจะใช้ยาแก้แพ้พวกนี้ เช่น ผื่นขึ้น มีน้ำมูก จมูกเราใช้แค่บรรเทาอาการ เหมือนปวดศีรษะเมื่อกี้ก็คือใช้แค่ระยะเวลาสั้น ๆ อาทิตย์ 2 อาทิตย์แล้วจบ ไม่ค่อยกินนาน ถ้าเกิดว่ากรณีเป็นภูมิแพ้อากาศจริง ๆ ปัจจุบันเรามียาที่ออกฤทธิ์ดีกว่า เช่น เป็นยาพ่นจมูก พวกนี้ก็จะสามารถที่จะบรรเทาอาการได้ดี แล้วผลข้างเคียงก็น้อยกว่า แต่ถามว่ามันดื้อยาไหม ต้องตอบว่าไม่ดื้อ แต่มันก็ไม่ควรกิน
บางคนกินยาแก้แพ้เพื่อช่วยการนอน ถามว่าผิดไหมจริง ๆ ไม่ผิด แต่ต้องรู้ว่าถ้าเกิดเรากินยาแก้แพ้เพื่อช่วยการนอน เนื่องจากว่ายาแก้แพ้ที่ง่วงมันมีอาการข้างเคียงเยอะ ถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าเรากินยาทุกวันได้ เราไม่เบื่อนะเรากินได้ แต่ว่าถามว่ากินทุกวันยาทุกตัวเป็นสารเคมี ยาเป็นดาบสองคมเสมอ กินเข้าไปนอกจากประโยชน์โทษมันจะมาด้วย แต่โทษบางทีมันไม่ได้มาแบบชัดเจนมาก อย่างเช่นยาแก้แพ้ที่ง่วงแล้วเอามาใช้เพื่อช่วยนอนไม่หลับ ถามว่าดีไหมจริง ๆ ดี เราหลับ แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่ายาแก้แพ้พวกนี้ถ้าเราใช้ติดต่อกัน 1.มันมีข้อมูลว่าทำให้เกิดสมองเสื่อมได้ถ้าเป็นสมผู้สูงอายุ 2.อาจจะทำให้สับสน 3.มันจะทำให้ถ้าเป็นคุณผู้ชายอายุเยอะหน่อย ต่อมลูกหมากตัวโตนิดหนึ่งฉี่ไม่ออก ใครที่ท้องผูกอยู่แล้วบางทีท้องผูก ซึ่งผลข้างเคียงพวกนี้บางทีมันเป็นผลข้างเคียงที่มันไม่ได้ดูรุนแรง แต่มันจะไปเรื่อย ๆ แล้วบางทีเราไม่รู้ว่ามันเป็นจากยา สมมติตอนนี้ท้องผูก ปัสสาวะไม่ออกปัสสาวะลำบาก เดินไปหาคุณหมอคุณหมอก็ให้ยาไปกินตัวที่ 2 ตัวที่ 3 มันก็จะเกิดการเพิ่มยาไปเรื่อย ๆ ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นจุดหนึ่งที่อาจจะต้องระมัดระวังกรณีกินยา
อันดับแรกดูก่อนว่าเราเป็นอะไร เราเป็นอะไรแปลว่า ถ้าเกิดว่าสาเหตุหรือของโรคที่เป็น มันเป็นเรื่องของการบาดเจ็บ มีอาการบวม แดง ร้อน เช่น บางทีเวลาเราออกกำลังกายเราผิดท่ามันก็จะมีการเจ็บมีบวมต่าง ๆ พวกนี้จะเป็นกระบวนการที่เราเรียกว่าเป็นกระบวนการอักเสบของร่างกาย ส่วนใหญ่คำว่าอักเสบเราจะใช้กับระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเวลาที่มีปัญหาปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเอว ปวดนู่นปวดนี่ เราก็จะบอกว่าน่าจะต้องไปกินยาแก้อักเสบนะหรือพาราก็ได้
ส่วนอักเสบ ปวด บวม ร้อน แดง อันนี้ก็กินเป็นยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือภาษาทางการแพทย์เราเรียกว่ากลุ่มเอ็นเสด เช่น ไอบูโพรเฟน เช่น ถ้าเป็นน้อง ๆ ที่ปวดท้องประจำเดือน ก็คือพวกตัวพอนสแตน หรือเมฟีนามิก หรือว่าอย่างปวดจากนักกีฬาส่วนใหญ่ก็อาจจะมีใช้อีโทริคอกซิบที่เป็นยาแรง ๆ หน่อยอะไรอย่างนี้
ถ้าเกิดเป็นยาปฏิชีวนะ สาเหตุที่เราจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะคือมีการติดเชื้อแบคทีเรีย แปลว่าจะต้องมีการติดเชื้อเกิดขึ้น เช่น เป็นแผลที่ผิวหนังแล้วมีหนอง มีหนองที่คอ ติดเชื้อ เพราะฉะนั้นยาที่จะใช้จะเป็นยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อเป็นหลัก
สำหรับยาแก้หวัดก่อน ยาที่มีหลายชั้นหรือยาที่มีรูปแบบแปลก ๆ ใช้คำนี้แล้วกัน ยาพวกนี้วัตถุประสงค์ออกมาคือเพื่อใช้สำหรับรักษาการหวัด แต่ก็มักจะมีส่วนผสมแปลก ๆ ตามไปด้วย เช่น ยาส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของยา 3 ชนิด ที่สำหรับรักษา 3 ข้อบ่งใช้เลย ก็คืออันที่ 1 ยาพื้นฐานคือพาราเซตามอล ยาพวกนี้ผสมพาราอยู่ในยาหวัดอยู่แล้ว เพราะว่าบางทีเป็นหวัดก็จะมีไข้มีปวดหัว ก็เติมตรงนี้เข้าไป ตัวที่ 2 คือยาลดน้ำมูกชนิดง่วงนอน อยู่ในชั้นหนึ่ง เพราะพวกนี้เวลาเป็นหวัดเราก็มักจะมีน้ำมูก ก็อาจจะใส่ยาน้ำมูกเข้าไปเลย อันที่ 3 คือยาช่วยลดอาการคัดแน่นจมูก เพราะมันคือหวัดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นหรือบางยี่ห้ออาจจะมียาแก้ไอก็ได้แล้วแต่มีอยู่ในนั้นเลย หลักการก็คือว่าเวลาที่เป็นหวัดขึ้นมา ถ้าเกิดเรามีอาการครบ 3 อย่าง กิน 1 เม็ดเข้าไปหรือกิน 2 เม็ดเข้าไป เราได้ยาทั้ง 3 ตัว อันนี้ก็ช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้ค่อนข้างดี แต่ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้เป็นหวัดครบทุกอาการ เช่น เราเป็นแค่ปวดศีรษะ ไม่มีน้ำมูก ไม่มีอาการคัดแน่นจมูก ไม่มีอาการไอ คำถามคือแล้วไปกินอีก 2 ตัวที่ได้เข้าไปเพื่ออะไร ก็กินพาราเม็ดเดียวก็เพียงพอ
ยาอยู่ในกระเพาะของเรานานแค่ไหน
โดยทั่วไปในมาตรฐานของยา ยาทุกตัวที่ออกมาเป็นรูปแบบยาเม็ด เมื่ออยู่ในกระเพาะแล้วต้องแตกตัวสมบูรณ์ไม่เกิน 15 นาที ต้องไม่เกิน ถ้าเกินแปลว่าตกมาตรฐาน แต่ยาทุกตัวไม่ได้บอกว่าต้องแตกตัวเร็วเสมอไป แต่ว่าถ้าเรากำลังใช้ยาตัวนั้นเพื่อต้องการผลที่รวดเร็ว ก็ควรจะต้องได้ควรจะถูกต้อง สมมติถ้าเกิดเราเจอยารูปแบบที่ไม่แตกอย่างนี้ต้องกลับมาถามตัวเองก่อนว่า ปกติยาตัวนี้ที่เราไว้ที่บ้านเราเก็บถูกไหม เก็บที่ไหน
เมื่อยาเข้าไปอยู่ในร่างกายก็คือต้องแตกตัว ละลายแล้วก็ดูดซึมเข้าร่างกาย พอเข้าไปอยู่ในเลือด เลือดก็คือวิ่งไปทั่วร่างกาย เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามยาเข้าไปในเลือด แปลว่ายาไปทั่วร่างกายได้หมด ปวดไหล่ปวดคอจังเลย ถามว่ายารู้ได้ยังไง ยาก็ไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นตรงนี้ แต่ในเมื่อตอนนี้ฉันอยู่ในเลือด ฉันมีสิทธิ์ที่จะวิ่งไปตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นเธอก็เลยหาย เพราะฉะนั้นจริง ๆ ไม่จำเป็นที่เราจะต้องกินยาหลายตัว เพื่อช่วยในแต่ละข้อบ่งใช้ที่ต่างกัน เช่น ปวดหัวกินพารา ปวดไหล่กินยาลดการอักเสบ แต่ถามว่าก็มันก็คือช่วยเหมือนกัน ก็กินตัวเดียวก็ช่วยได้แล้ว
ควรเอายาไว้ในรถหรือไม่
ไม่ควร ร้อนมาก ไม่ว่าจะเป็นยาน้ำยาเม็ด ที่ชื้น เช่น ถ้าเราดูหนังต่างประเทศจะเห็นว่าฝรั่งชอบเก็บยาในห้องน้ำ ที่ตู้เก็บของสำหรับห้องน้ำ บางทีจะชื้น อันนี้ก็จะเป็นทางหนึ่ง ยาที่ถูกแกะออกมาจากแผง แล้วมันตากอยู่กับโต๊ะ ตากอยู่กับอากาศข้างนอกเป็นระยะเวลาหนึ่ง พอเรามารับประทานเราก็จะเห็นว่าอาจจะไม่ออกฤทธิ์เกิดขึ้น
ยาน้ำเปิดแล้วควรหรือไม่ควรใส่ตู้เย็น
ยาน้ำจริง ๆ ไม่ต้องเก็บตู้เย็น เก็บอุณหภูมิปกติได้เลย ยาน้ำปกติมีหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่อาจจะมีที่เรารู้จักกันดีก็คือเป็นยาน้ำหวาน หรือยาน้ำเด็ก ซึ่งจะมีการเติมน้ำเชื่อมเข้าไป กับยาน้ำอีกแบบหนึ่งที่จะมีการเติมพวกแอลกอฮอล์ไปเป็นตัวช่วยละลาย ปริมาณนี้น้อย ๆ นะไม่เมา แต่ว่าก็จะเติมลงไป เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเป็นยาน้ำอื่น ๆ ที่มีแอลกอฮอล์พวกนี้ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นเลย ยาพวกนี้สามารถอยู่ข้างนอกได้เลย ความเชื่อที่บอกว่าเก็บอยู่ตู้เย็นแล้วเก็บได้นานขึ้น เพราะว่าเขาเข้าใจว่าหรือเชื่อว่าการอยู่ในตู้เย็นจะทำให้เชื้อไม่ขึ้น หรือเชื้อโรคไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นจริง ๆ ไม่จำเป็นเลย อยู่ข้างนอก ยาทุกตัวที่เมื่อกี้เล่าให้ฟังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยาน้ำหวาน ยาน้ำที่มีแอลกอฮอล์ผสมทั้งหลาย เมื่อเปิดแล้วอยู่ข้างนอกตู้เย็นได้เลย ข้อแนะนำก็คือเมื่อเปิดแล้วถ้าใช้ไม่หมดภายใน 1 เดือนอยากให้ทิ้ง ไม่ต้องเก็บไว้อย่าเสียดาย
โรงพยาบาลรัฐบาลกับโรงพยาบาลเอกชนจ่ายยาเหมือนกันไหม ?
ยาที่ให้เป็นยาตัวเดียวกัน คือเป็นยาที่เป็นตัวยาสำคัญเท่ากันและตัวเดียวกัน เพียงแต่ว่าอาจจะคนละยี่ห้อ อาจจะมาจากบริษัทนอก มาจากบริษัทในประเทศแล้วแต่ หรือแม้แต่รัฐบาลด้วยกันในแต่ละที่ก็อาจจะมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วอันที่ 1 คือถ้าเราดูในคุณภาพยาจะบอกว่าขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ายาจริง ๆ เหมือนกัน คุณภาพใกล้เคียงกัน อาจจะชื่อไม่เหมือนกัน อย่างที่บอกพอได้จ่ายตังค์ก็เลยรู้สึกว่าต้องหายแล้ว ไม่หายไม่ได้ประมาณนั้น ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ไม่ได้แตกต่างมาก อีกอันหนึ่งที่อาจจะมีความแตกต่างกันนิดหนึ่งก็คือในแง่ของความแรงของยาที่คุณหมออาจจะเลือกใช้ อาจจะมีความแตกต่างกันบ้างในบางกรณี
บางคนเกินยายาก จึงทำการหักครึ่ง เอาไปบด หรือเอาไปผสมใส่อาหาร วิธีการเหล่านี้สามารถทำได้แค่ไหน ?
ยาส่วนใหญ่เราทำอะไรกับมันก็ได้ หักแบ่งบดได้หมด เพราะสุดท้ายมันลงไปที่กระเพาะเหมือนกัน แต่มันแค่จะทำให้เรากลืนลงไปให้มันได้แค่นั้นเอง เพราะตราบใดที่ยาไม่กลืนมันไม่มีทางออกฤทธิ์ ทีนี้ประเด็นคือมันมีข้อยกเว้นอยู่ตรงที่ว่า ยาบางตัวออกแบบขึ้นมาเพื่อให้ยามันมีปริมาณเยอะมาก เช่น ยาตัวหนึ่งปกติเราต้องรับประทานวันละ 3 ครั้ง เราดีไซน์ขึ้นมาโดยการทำให้มันกินเหลือแค่วันละครั้งเดียวได้ เพราะฉะนั้นยาที่เป็นรูปแบบวันละครั้งเดียว แปลว่าเราต้องเอายา 3 มื้อมารวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราไปหักมัน ไปบดมัน แปลว่าเราก็จะทำให้ปริมาณยาทั้ง 3 เม็ดออกมาทีเดียวเลย แถมออกฤทธิ์สั้นต่างหาก เพราะว่าหลักการออกของยาคือถ้าเราเอามันมารวมกันเมื่อไหร่ หรือเราทำให้มันมีรูปแบบพิเศษเมื่อไหร่ แปลว่ามันจะค่อย ๆ ปลดปล่อยยาออกสู่ร่างกาย ไปทุบมันแล้วอย่างนี้มันก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นยาพวกนี้บางทีมันอันตราย บางทีมันมีข้อจำกัด
วิธีสังเกตยาที่เรามักจะเจอในชีวิตประจำวันก็คือยาที่มีชื่อห้อย บางทีดูจากชื่อยาก็เดาได้ เช่น - -SR - -XL - - XR ตัวย่อพวกนี้ SR XL CR พวกนี้มันคือสัญลักษณ์ที่เหมือนกับบอกให้รู้ว่ายามันโดนดัดแปลง ให้อยู่ในรูปแบบที่ออกฤทธิ์นาน ๆ หรือมีปริมาณยาเยอะ ๆ เพราะฉะนั้นยาที่เห็นแบบนี้อันดับแรกเลยคืออย่าไปยุ่งกับมัน หรือถ้าเกิดจะแปรรูปก็ถามคุณหมอถามเภสัชก่อนว่ามันแปลรูปได้ไหม ไม่งั้นเดี๋ยวเกิดการไปกินแล้วอันตราย เช่น ยาบางตัวอ้วกเลย คือกินแล้วอ้วกเลย เพราะว่าเดิมยามันโดนกระจายมื้ออยู่อย่างนี้
ในมุมของบุคลากรทางแพทย์ที่อยากจะฝากไว้ คือเนื่องจากยาเป็นสารเคมี ยาเป็นสิ่งที่มีทั้งประโยชน์และมีโทษ การใช้ให้ถูกจะทำให้เกิดประโยชน์ที่ดีมาก แต่การที่ใช้แบบไม่ถูกหรือไม่รู้ข้อมูลใด ๆ เลย มันจะเสี่ยง ถ้าเป็นไปได้จะหยิบยาตัวหนึ่งรับประทานเข้าไป จะหยิบกินเข้าไปเราควรจะต้องรู้จักมันดีมากพอ ควรจะต้องรู้ว่าเรากินเพื่ออะไรก่อน เรากินเพื่อป้องกันจริงไหม มันอาจจะป้องกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดข้อบ่งใช้ไม่ชัด ประโยชน์ไม่ชัดเจน ต้องคิดก่อนว่าจะควรกินไหม ในขณะเดียวกันกินแล้วก็ต้องรู้ว่าโอกาสที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยามันมีอะไรบ้าง ยาบางตัวกินแล้วง่วงนอน ยาบางตัวกินแล้วปวดท้อง ยาบางตัวกินแล้วท้องเสีย ซึ่งมันเจอได้หมดเลย เพราะฉะนั้นข้อมูลพวกนี้ถ้าเกิดเรารู้ก่อนล่วงหน้า เหมือนกับเรารู้ว่ามันจะเกิดอะไรกับเรามันจะทำให้เราสามารถติดตามตัวเองได้ แล้วถ้ามีปัญหาอะไรจริง ๆ เราจะได้รีบบอกคุณหมอหรือบอกเภสัชกรต่อไปได้
Advertisement