Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หัวใจแตกสลายแต่ชีวิตยังต้องไปต่อ ศาสตร์และศิลป์ของการรับมือความผิดหวัง

หัวใจแตกสลายแต่ชีวิตยังต้องไปต่อ ศาสตร์และศิลป์ของการรับมือความผิดหวัง

29 ส.ค. 68
16:05 น.
แชร์

วิธีรับมือความเศร้า เสียใจ ผิดหวัง สูญเสีย เมื่อหัวใจแตกสลาย แต่ชีวิตต้องไปต่อ ดูแลใจยังไงให้กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

ความผิดหวัง เสียใจ และความสูญเสีย เป็นสามคำที่ใคร ๆ ก็อยากหลีกเลี่ยง แต่สุดท้ายมันก็วนเวียนเข้ามาในชีวิตของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราผิดหวังจากความรักที่ไม่สมหวัง จากการสอบที่พลาด จากงานที่ไม่เป็นไปตามหวัง เราเสียใจเพราะถูกคนใกล้ชิดหักหลัง หรือเพราะความฝันที่ทุ่มเทมาแทบทั้งชีวิตกลับพังลงในพริบตา และความสูญเสียก็มาในรูปแบบที่หนักหนาที่สุด เช่น การจากไปของคนที่รักหรือสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวใจ ความเจ็บปวดเหล่านี้บางครั้งรุนแรงจนทำให้เรารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เหมือนชีวิตไม่เหลือคุณค่าพอที่จะก้าวเดินต่อ

แต่แท้จริงแล้ว ความเจ็บปวดคือส่วนหนึ่งของประสบการณ์มนุษย์ที่ไม่มีใครหนีพ้น ความผิดหวังสอนให้เรารู้จักความคาดหวังอย่างมีสติ ความเสียใจบังคับให้เรามองย้อนกลับไปหาความหมาย และความสูญเสียทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่ยังมีอยู่ ทุกความรู้สึกอันแสนหนักนั้นไม่ได้มีหน้าที่ทำร้ายเราเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เราได้เรียนรู้ เติบโต และค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น หากเราเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมันแทนที่จะหนีหรือกดข่ม

กระบวนการรับมือกับความเจ็บปวดมีหลายวิธี และแต่ละคนก็ใช้เวลาไม่เท่ากัน นักจิตวิทยาอธิบายว่า "การเยียวยาใจ" มีลักษณะคล้ายการสมานบาดแผลร่างกาย มันจะไม่หายภายในคืนเดียว แต่ต้องค่อย ๆ ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน บางครั้งย้อนกลับไปเจ็บอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็จะทิ้งร่องรอยที่บอกว่าเราเคยผ่านมันมาได้

สิ่งสำคัญอย่างแรก คือการ ยอมรับว่าตัวเองกำลังเจ็บปวด นี่คือจุดเริ่มต้นของการเยียวยาที่แท้จริง หลายคนพยายามบอกตัวเองว่า "ไม่เป็นไร" หรือ "เรื่องแค่นี้เอง" แต่ในใจลึก ๆ กลับเต็มไปด้วยน้ำหนักมหาศาล การกดความรู้สึกไม่ต่างจากการปิดฝาหม้อที่กำลังเดือด สักวันมันก็จะระเบิดออกมาในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ความโกรธที่ไม่สมเหตุสมผล โรคซึมเศร้า หรือความรู้สึกหมดหวังโดยไม่เข้าใจต้นตอ งานวิจัยทางจิตวิทยาเรื่อง Emotional Acceptance (Hayes et al., 1999) พบว่า คนที่ยอมรับอารมณ์ด้านลบแทนที่จะพยายามหลีกเลี่ยงหรือกดข่ม จะสามารถฟื้นตัวจากความเครียดได้ดีกว่า

เมื่อยอมรับความรู้สึกได้แล้ว ขั้นถัดไปคือการ หาช่องทางระบายและพื้นที่ปลอดภัย ที่เราจะได้ปลดปล่อยสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจ การพูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือคนที่ไว้ใจ ไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป แต่ทำให้หัวใจไม่ต้องแบกความเจ็บไว้เพียงลำพัง การเขียนบันทึกก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยว่า ช่วยลดความเครียดและทำให้การจัดการอารมณ์ดีขึ้น (Pennebaker & Chung, 2011) การได้ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบตัวอักษรหรือคำพูดคือการปลดล็อกความคิดที่วนเวียน

ในขณะเดียวกัน การดูแลร่างกายตัวเองก็สำคัญไม่แพ้ใจ ความเจ็บปวดทางใจมักทำให้เราละเลยเรื่องพื้นฐาน เช่น การกินไม่เป็นเวลา การนอนหลับไม่เต็มอิ่ม หรือการขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ร่างกายและจิตใจเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง งานวิจัยจาก Harvard Medical School ชี้ว่าการออกกำลังกายเบา ๆ อย่างการเดิน การทำโยคะ หรือการวิ่งจ๊อกกิ้ง สามารถช่วยกระตุ้นสารเอ็นดอร์ฟินและเซโรโทนิน ซึ่งทำหน้าที่คล้ายยาต้านซึมเศร้าตามธรรมชาติ ทำให้ใจค่อย ๆ ปลอดโปร่งขึ้น แม้ในวันที่ยังเจ็บอยู่

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้คือ "เวลา" มีบทบาทในการเยียวยา แต่เวลาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากเราใช้เวลาจมอยู่กับความเจ็บโดยไม่ทำอะไรเลย มันอาจไม่ต่างจากการวนเวียนในบ่อโคลนที่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งจม แต่ถ้าใช้เวลาเพื่อทำสิ่งใหม่ ๆ เช่น เรียนรู้ทักษะใหม่ พบปะผู้คน หรือแม้แต่เดินทางไปในสถานที่ที่ไม่เคยไป สมองจะค่อย ๆ เชื่อมโยงประสบการณ์ใหม่เข้ามาแทนที่ความทรงจำอันเจ็บปวดบางส่วน ทำให้ภาพความสูญเสียไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต

อีกขั้นของการรับมือคือการ ค้นหาความหมายจากความเจ็บปวด ซึ่งอาจฟังดูโหดร้าย แต่หลายงานวิจัยยืนยันว่าผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น การสูญเสียคนรัก อุบัติเหตุรุนแรง หรือการเจ็บป่วยเรื้อรัง มักจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Post-Traumatic Growth หรือการเติบโตหลังบาดแผล (Tedeschi & Calhoun, 2004) พวกเขามักบอกว่าตนเองเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น เห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ หรือเลือกใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อทำสิ่งที่มีคุณค่า ความเจ็บปวดอาจไม่หายไป แต่กลับสร้างมิติใหม่ให้กับชีวิตและจิตใจ

แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่จะเดินเส้นทางนี้ได้ด้วยตนเอง สำหรับบางคน ความเจ็บปวดหนักจนส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทำงานไม่ไหว หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง หากสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้น การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการปกป้องชีวิตและให้โอกาสตัวเองได้ฟื้นฟูอย่างเหมาะสม ปัจจุบันมีทั้งนักจิตวิทยา นักบำบัด และจิตแพทย์ที่พร้อมจะช่วยเหลือ ซึ่งงานวิจัยก็ยืนยันว่าการบำบัดด้วยการพูดคุย (Psychotherapy) สามารถลดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิมหลังความผิดหวังหรือสูญเสีย เพราะความจริงคือมันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราจะมี "ชีวิตใหม่" ที่แม้จะมีร่องรอยบาดแผล แต่ก็เต็มไปด้วยความเข้าใจและพลังใจที่มากขึ้น ความผิดหวังอาจทำให้เราเรียนรู้ที่จะคาดหวังกับสิ่งที่ควบคุมได้ ความเสียใจอาจทำให้เราเห็นความสำคัญของการดูแลหัวใจตนเอง และความสูญเสียทำให้เราตระหนักว่าเวลาที่เหลืออยู่มีคุณค่ามากแค่ไหน

การรับมือกับความผิดหวังและความสูญเสียจึงไม่ใช่เรื่องของการ "ทำใจให้ลืม" แต่คือการ "อยู่กับมันให้ได้" โดยไม่ปล่อยให้มันทำลายความหมายของชีวิตที่ยังเหลืออยู่

Advertisement

แชร์
หัวใจแตกสลายแต่ชีวิตยังต้องไปต่อ ศาสตร์และศิลป์ของการรับมือความผิดหวัง