เปิดใจ ‘นาย นภัทร’ จากคนที่ต้องการโอกาสมากที่สุด สู่การ ‘ให้’ โดยไม่หวังผลตอบแทน

ไม่มีใครเพอร์เฟกต์มาตั้งแต่เกิด รวมถึงพระเอกหนุ่มหล่อ สูง ยาว เข่าดี แถมยังมีจิตใจงดงามอย่างหนุ่ม ““นาย – ณภัทร เสียงสมบุญ” ที่ช่วงหลังเรามักจะได้เห็น ได้ยิน เกี่ยวกับโปรเจคต์ CSR ต่างๆ ที่เจ้าตัวอยากจะแบ่งปันโอกาสดีๆ คืนสู่สังคมบ้าง แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ พระเอกหนุ่มคนนี้ก็รับโอกาสจากคนอื่นมาไม่น้อย และบางโอกาสก็ถึงกับเปลี่ยนชีวิตของเขามาจนถึงทุกวันนี้ และ amarintv.com จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับขวัญใจมหาชนคนนี้ให้มากขึ้น

เริ่มรู้จักการ “ให้” ตั้งแต่เมื่อไหร่?
“เอาที่ผมเท้าความได้เลยนะครับ มันมาจากการทำงานอย่างหนึ่งของผม ที่ต้องไปร้องเพลงในเทศกาลดนตรีที่เขาใหญ่ แล้วก็มีแฟนคลับไปด้วย แล้วก็เป็นช่วงหน้าหนาว ก่อนหน้านั้นผมกังวลมาก เพราะว่าร้องเพลงไม่เก่ง กลัวว่าจะร้องไม่เพราะ คือจะเครียดมาก แล้วครูสอนร้องเพลงของผมบอกว่า เราลืมไปหรือเปล่าว่ามีกี่คนที่มาดูเรา เดินทางมาไกลแค่ไหนเพื่อเรา นั่งรถมาเพื่อเรา เสียเงินเท่าไหร่เพื่อเรา แล้ววันนั้นก็เหมือนเป็นจุดเปลี่ยน เรากลับมาคิดว่าเราร้องเพื่อส่งความสุขให้กับพวกเขา แล้ววันนั้นก็เป็นวันที่ผมแฮปปี้มากที่สุดเลย ผมก็เลยเริ่มรู้จักการให้ในเรื่องวงการของผม หลังจากนั้นก็มีแฟนมีตติ้ง ผมไม่สามารถมีอะไรให้เลยนอกจากรอยยิ้ม หรือว่าสิ่งที่บางคนกำลังเจออยู่ แล้วผมปลอบเขาหรือให้กำลังใจเขา น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจากตรงนั้น ก็คงเป็นแฟนคลับของผมทั้งหมดเลย ที่ผมตั้งใจทำผลงานทุกอย่างก็เพื่อพวกเขา”

อยากให้เล่าถึงการ “ให้” ของเราที่มันขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
“คือตั้งแต่เด็ก ผมได้โอกาสดีๆ จากผู้ใหญ่หลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาที่ผู้ใหญ่ให้ทุนในการเรียน เพราะแม่ผมเลี้ยงมาคนเดียว ค่าเทอมก็ค่อนข้างแพง เรื่องกีฬาก็มีคนคอยอุปการะผม คอยสนับสนุนผม มาถึงวันนี้ผมรู้สึกว่า ผมได้โอกาสมาเยอะมากเลย แล้วผมเห็นค่าคำว่า “โอกาส” มันสำคัญกับชีวิตมากแค่ไหน ผมอยู่ตรงนี้ มีคนติดตามเยอะ มีแฟนคลับที่คอยเป็นประชาสัมพันธ์ให้ ผมก็เลยรู้สึกว่า มันถึงเวลาแล้วที่ผมต้องเริ่มให้คนอื่นบ้าง แล้วผมก็ไม่ได้ให้เพื่อหวังผลประโยชน์อะไร แต่เรามีความสุขจริงๆ ที่เราเห็นคนอื่นได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ ผมจึงเลือกให้ที่เกี่ยวกับการศึกษา เพราะตอนเด็กๆ ผมก็ไม่มีเงินจะเรียน แล้วมีคนมาสนับสนุนผม แล้วผมก็รู้สึกว่าการศึกษาเป็นสถาบันที่สำคัญมากต่อจากครอบครัว เพราะว่าเด็กไม่ได้แค่ความรู้อย่างเดียว ไปโรงเรียนมันได้เพื่อน ได้เล่นกีฬา ได้หลายอย่าง แล้วมันก็เป็นเหมือนการเสริมภูมิคุ้มกัน มีทักษะ เป็นสิ่งที่ทำให้เราหาเลี้ยงชีพได้ตลอดชีวิต แล้วไม่ต้องไปทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ต้องยุ่งกับยาเสพติดอะไรพวกนั้นด้วย”

ย้อนกลับไปในตอนที่เราเป็นผู้ “รับโอกาส” ตอนนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง?
“รู้สึกดีใจ เพราะว่ามันมีอยู่วันนึงที่ผมกับแม่จูงมือกันไปโรงเรียน เพื่อไปลาออก เพราะว่าไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมแล้ว แล้วเหมือนกับที่โรงเรียนถามว่าจะไปเรียนที่ไหนยังไง ค่าใช้จ่ายโรงเรียนใหม่เท่าไหร่ เราก็บอกเขาไป ซึ่งมันต่างกันลิบลิ่วมาก แต่ผมเป็นนักกีฬากอล์ฟ แล้วผมก็เป็นเด็กตั้งใจจริงๆ เวลาทำอะไรผมทำเต็มที่มาก ใส่ใจกับทุกรายละเอียด เขาคงเห็นตรงนี้ ก็เลยให้การสนับสนุนผม มันเริ่มมาจากตรงนั้นแหละ วันนี้ผมเลยรู้สึกอยากเป็นผู้ให้บ้าง”

เล่าถึงความรู้สึกตอนที่ต้องไปลาออกจากโรงเรียน ตอนนั้นเสียใจมาก-น้อยแค่ไหน?
“เสียใจอ่ะ ยิ่งกว่าอกหักอีกครับ โรงเรียนที่เราผูกพัน เพื่อนที่เรารัก กีฬาที่เราชอบ สิ่งที่เราตื่นเช้ามาทุกวัน ที่ต้องอยู่ในอนาคตเราไปอีก 4-5 ปี ย้ายโรงเรียนสำหรับผมมันเป็นการที่ต้องปรับอะไรใหม่หลายๆ อย่างเลย แล้วก็เราผูกพันกับคนหลายคนไปแล้ว เราไม่ได้อยากจากสิ่งนั้นไปเลย แต่ด้วยความจำเป็นบางอย่าง ในเรื่องการเงินอย่างเงี้ย เราก็เลยต้องออกมา วันนั้นเป็นวันที่เศร้ามาก เศร้าตั้งแต่แบบรู้ว่าหลับแล้วต้องตื่นมาเจอความเป็นจริง”

พอได้รับโอกาสให้ได้เรียนที่เดิมอีกครั้ง ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
“โห แฮปปี้ครับ (หัวเราะ) เหมือนใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดในตอนนั้น คือเรารู้สึกว่าโอกาสมันไม่ได้มาง่ายๆ อยู่ดีๆ มาให้ทุนเรา เราก็ตั้งใจทำทุกอย่าง ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด”

หลักการใช้ชีวิตที่ว่า “ทำทุกอย่างให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายที่จะได้ทำ” มันเป็นอย่างไร?
“เพราะคำว่า “โอกาส” ผมเห็นค่าของมันจริงๆ บางคนเก่งมาก บางคนมีประสบการณ์มาก แต่ไม่มีโอกาส มันก็ไม่สามารถทำให้ชีวิตหรือว่าฝีมือพัฒนาอะไรได้ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้บางคนเสียโอกาสไปกับโทรศัพท์เยอะมาก ลืมมองสิ่งรอบกาย หรือว่าไม่เห็นค่าของมัน แต่ผมจะทำในสิ่งที่ผมทำอยู่ให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย นั่งเครื่องบินไปถ่ายหนังที่ต่างประเทศ ผมรู้สึกว่า ไม่รู้นะ พรุ่งนี้ผมอาจจะตกเครื่องตายก็ได้ เพราะฉะนั้นมันก็เลยทำให้ผมเต็มที่กับทุกอย่าง ถ้ามีอะไรบกพร่องมันก็คือข้อเสียที่เราต้องปรับปรุง แต่มันไม่ใช่ข้อผิดพลาดที่เราทำไป”

เป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่เราตั้งใจจะทำคืออะไร?
“ผมรู้สึกว่า เป้าหมายสูงสุดในชีวิต มันถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามอายุกาลเวลา ของผม ณ ตอนนี้ผมก็คิดแต่เรื่องการงาน และครอบครัว และสิ่งที่ผมทำเพื่อคนอื่นซะมากกว่า ยังไม่ได้มีเป้าหมายสูงสุดให้กับตัวเองว่าคืออะไร เอาง่ายๆ ก็คือประสบความสำเร็จ และก็ขอให้ได้ทำในสิ่งที่เรารัก และได้ทำไปตลอดแค่นั้นเอง และก็สร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน น่าจะแค่นั้นแหละ”

ตั้งใจจะ “ให้” ไปอีกนานแค่ไหน?
“ผมบอกกับตัวเองไว้ว่า ผมไม่อยากทิ้งสิ่งที่ผมเรียนมา เพราะผมเรียนด้วย ทำงานไปด้วย แล้วมันเหนื่อยมากเลย เพราะฉะนั้นผมตั้งเป้ากับตัวเองไว้ว่า จะทำ CSR ที่เป็นเกี่ยวกับงานดีไซน์ให้ได้ปีละครั้งเป็นอย่างน้อย ไม่ว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ แต่ว่าเราไม่ได้ทิ้งสิ่งที่เราเรียนมาตลอด 5 ปี เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมรักและก็ชอบจริงๆ ก็บอกกับตัวเองว่า ตั้งใจจะเอาสิ่งนี้มาทำ เพราะมันเป็นประโยชน์ด้วย เพื่อความชอบและสนุกส่วนตัวด้วย และก็เพื่อความสะใจด้วย (หัวเราะ) มันสะใจที่เราทุ่มเทมาตลอด แล้วผู้คนชอบผลงานเรา เรารู้สึกได้ประโยชน์จากผลงานที่เราต้องการจะสื่อ มันก็เป็นความสนุกอย่างนึง เหมือนเล่นกอล์ฟอ่ะครับ ตีไปหลุมหนึ่งแล้วไม่รู้ว่าจะได้แชมป์หลุม 18 แต่พอพลัดหลุม 18 ลงไปแล้วเราได้แชมป์มันก็สะใจอ่ะครับ”

ก็รอติดตามกันต่อว่าโปรเจกต์ CSR ครั้งต่อไปของหนุ่มนายจะเป็นอะไร และส่งต่อให้กับใครอีก แต่อย่างไรก็ตาม Amarintv.com ก็ขอเป็นกำลังใจให้พระเอกหนุ่มน้ำใจงามคนนี้ ได้ทำประโยชน์และสิ่งดีๆ คืนสู่สังคมได้อย่างราบรื่นในทุกๆ โอกาสนะจ๊ะ

keyboard_arrow_up