
จากชื่อที่หลายคนคุ้นเคยในฐานะผู้ให้บริการรถเช่า วันนี้ asap (เอแซ็ป) กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ กับการประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ธุรกิจรถเช่า” อีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่การเป็นผู้นำด้าน “Mobility Ecosystem” หรือระบบนิเวศธุรกิจการเดินทางและยานยนต์ครบวงจร
ภายในงาน “SYNERGY STORY : DRIVING FORWARD TOGETHER” เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 กลุ่มบริษัทในเครือของ asap ซึ่งมีทั้งธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ ธุรกิจรถมือสอง ธุรกิจประกันภัย ฯลฯ ได้ร่วมเผยภาพอนาคตขององค์กร ผ่านแนวคิด “Disciplined Growth. Smarter Mobility. EV-Ready.” ที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมีวินัย ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต ที่ปัจจุบันนอกเหนือจากปัจจัย 4 เดิมแล้ว ยังมีอีก 4 ปัจจัยสำคัญและท้าทายของโลกยุคใหม่ คือ Connectivity, Energy, Wellness และ Mobility
ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีในธุรกิจรถเช่า และมากกว่า 30 ปีในธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ asap สั่งสมทั้งฐานลูกค้า เครือข่ายธุรกิจ และองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไว้อย่างแข็งแกร่ง แต่เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI และพลังงานทางเลือก บริษัทจึงมองเห็นโอกาสใหม่ในการเชื่อมทุกธุรกิจให้กลายเป็น Ecosystem เดียวกัน
แนวคิดสำคัญคือ “ทุกการเช่ารถ คือโอกาสของธุรกิจประกันภัย” และ “ทุกการคืนรถ คือโอกาสของตลาดรถมือสอง” ขณะที่การทดลองใช้รถยนต์ไฟฟ้า ก็สามารถต่อยอดสู่ยอดขาย EV ในอนาคตได้ทันที
ปัจจุบัน กลุ่มธุรกิจใหม่ของ asap มีสัดส่วนรายได้สูงถึง 74% ของรายได้รวม สะท้อนว่าการทรานส์ฟอร์มองค์กรเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน
แม้จะขยายสู่ธุรกิจใหม่ แต่ธุรกิจหลักอย่างรถเช่ายังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยปี 2569 asap มีแผนยกระดับบริการรถเช่าให้ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าองค์กร ภาครัฐ และผู้ใช้งานทั่วไป พร้อมเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในฟลีทให้แตะ 30% ของรถใหม่ทั้งหมด
หนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ “EV Fleet – Try Before Buy” เปิดโอกาสให้ลูกค้าองค์กรและผู้ใช้รถน้ำมัน ได้ทดลองใช้รถ EV จริงก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งถือเป็นวิธีสร้างความคุ้นเคยกับรถไฟฟ้า และเชื่อมต่อไปยังธุรกิจ EV ภายในเครือได้โดยตรง
ขณะเดียวกัน ธุรกิจรถเช่าระยะสั้นยังเริ่มนำ AI Dynamic Pricing เข้ามาบริหารราคาตามดีมานด์แบบเรียลไทม์ พร้อมขยายยอดขายตรงผ่านเว็บไซต์ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 55% ของยอดขายทั้งหมด
ด้านธุรกิจรถยนต์มือสองภายใต้แบรนด์ Casap เตรียมเดินหน้ากลยุทธ์ “Margin over Volume” โดยลดสัดส่วนการขายผ่านลานประมูลจาก 40% เหลือเพียง 9% และหันมาเน้นการขายปลีกที่สร้างกำไรได้มากกว่า จุดแข็งของ Casap คือมีทั้งรถยนต์นั่งและรถเชิงพาณิชย์สำหรับธุรกิจ SME ให้เลือกหลากหลาย ทำให้สามารถตอบโจทย์ตลาดได้กว้างกว่าธุรกิจรถมือสองทั่วไป
อีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตอย่างน่าจับตาคือ asap Protect ธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ asap ถือหุ้นเต็ม 100% ปัจจุบันกว่า 95% ของเบี้ยประกันภัย มาจากลูกค้าภายใน Ecosystem ของกลุ่มบริษัท ทั้งรถเช่า ฟลีทรถ และลูกค้ารถ EV แต่ในอนาคตยังมีโอกาสขยายสู่ตลาดภายนอก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารถไฟฟ้าและฟลีทองค์กร บริษัทวาง 4 เครื่องยนต์การเติบโตหลักไว้ชัดเจน ทั้งการต่ออายุกรมธรรม์ การเติบโตของลูกค้า EV ช่องทางใหม่จาก Evante และการขยายสู่ตลาดภายนอก
ธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ บริษัท Eternity at One (EA1) ถือเป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญของกลุ่ม โดยปัจจุบันเป็นผู้แทนจำหน่ายแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจาก CHANGAN ทั้ง Deepal, Lumin, Nevo และ AVATR ปี 2026 บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมไว้สูงถึง 14,500 คัน หรือเติบโต 79% จากปีก่อน พร้อมขยายเครือข่ายโชว์รูมจาก 36 แห่ง เป็น 60 แห่งทั่วประเทศ
ส่วนแบรนด์พรีเมียมอย่าง AVATR ก็เตรียมขยายโชว์รูมต่างจังหวัดเพิ่มอีก 4 แห่ง หลังยอดตอบรับเติบโตต่อเนื่องจากโชว์รูมแฟลกชิปทั้งบางนาและพระราม 6
อีกหนึ่งธุรกิจดาวรุ่งคือ Evante ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ MAXUS อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย Evante มองเห็นโอกาสในตลาดรถตู้เชิงพาณิชย์ขนาดกว่า 16,000 คันต่อปี ที่ยังแทบไม่มีผู้เล่น EV เข้ามาทำตลาดจริงจัง ทั้งรถรับส่งผู้โดยสาร รถโลจิสติกส์ รถพยาบาล และรถเฉพาะทาง บริษัทตั้งเป้ายอดขายครึ่งหลังปี 2026 ไว้ที่ 300 คัน ก่อนขยับเป็น 1,500 คันในปี 2027 และ 2,200 คันในปี 2028 พร้อมขยายโชว์รูมและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
การเปลี่ยนผ่านของ asap ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจ แต่คือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ที่เชื่อมต่อทุกธุรกิจเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่รถเช่า รถมือสอง ประกันภัย รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงเทคโนโลยี AI และ Commercial Mobility ในวันที่โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุค Mobility และ EV อย่างเต็มตัว
asap กำลังพยายามวางตัวเองให้เป็นมากกว่าผู้ให้บริการรถเช่า แต่คือ “ผู้เล่นครบวงจร” ที่พร้อมตอบโจทย์การเดินทางยุคใหม่ในทุกมิติ และหากทุกธุรกิจในเครือสามารถสร้างแรงส่งกลับเข้าหากันได้จริงตามแผนที่วางไว้ การเติบโตมากกว่า 70% ของรายได้รวมทั้งกลุ่มในปีนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเท่านั้น