
เริ่มบังคับใช้ไปแล้ว 1 เมษายน 2569 สำหรับมาตรการเข้มงวดกฎหมายจราจรทั่วประเทศ เปลี่ยนจากนโยบายตักเตือนเป็นการจับปรับจริงใน 10 ข้อหาหลัก เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดเนื่องจากมีการปรับเพิ่มอัตราโทษปรับในหลายกรณีที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ การกวดขันครั้งนี้ครอบคลุมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์โดยมุ่งเน้นพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นสาเหตุหลักของการสูญเสีย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศบังคับใช้ระเบียบการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายจราจรทางบกฉบับใหม่ โดยยกเลิกการผ่อนปรนหรือการตักเตือนใน 10 ฐานความผิดสำคัญ ซึ่งมีรายละเอียดข้อหาและบทลงโทษดังนี้
นอกเหนือจากการปรับเป็นตัวเงิน กฎหมายจราจรฉบับนี้ยังเน้นย้ำถึงบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำ โดยเฉพาะในข้อหาเมาแล้วขับหากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก ศาลจะลงโทษจำคุกและปรับโดยไม่รอลงอาญา รวมถึงการเชื่อมโยงระบบข้อมูลเพื่อตัดคะแนนความประพฤติในการขับขี่ ซึ่งอาจส่งผลถึงการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่หากคะแนนหมดลง
ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์ความปลอดภัยให้พร้อมใช้งานเสมอ เช่น เข็มขัดนิรภัยและหมวกกันน็อกต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ การใช้ความเร็วต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดในแต่ละพื้นที่ และต้องให้ความสำคัญกับคนเดินเท้าบริเวณทางข้ามอย่างเข้มงวด มาตรการจับปรับจริงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างวินัยจราจรและลดอัตราความสูญเสียบนท้องถนนในระยะยาว
มาตรการกฎหมายจราจรใหม่เน้นการบังคับใช้จริงใน 10 ข้อหาหลักที่มีโทษปรับสูงสุดถึง 20,000 บาท และโทษจำคุกในกรณีเมาแล้วขับหรือขับรถประมาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างมาตรฐานใหม่ในการใช้รถใช้ถนนของประเทศไทย