ตร.ยันให้ความเป็นธรรม! รอผลตรวจศุกร์นี้ ก่อนแจ้งข้อหา ‘หลานเศรษฐี’ ชนแท็กซี่ (คลิป)

จากกรณี ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้นำเสนอเรื่องราวของนายประพันธ์ ทิพย์เวียง อายุ 61 ปี คนขับรถแท็กซี่ ที่ถูกนายวรพล รักศรีอักษร หลานมหาเศรษฐีชื่อดัง ขับรถหรูชนท้าย เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 จนทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้ารักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ที่โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล สะพานควายกว่า 2 สัปดาห์ เนื่องจากมีอาการศีรษะแตก, ปากแตก และคางฉีก เพราะกระแทกเข้ากับพวงมาลัย และฟันล่างหักทั้งหมด 4 ซี่ อีกทั้งรถแท็กซี่ที่ใช้ทำมาหากินก็พังเสียหาย ไม่สามารถขับรถหารายได้ได้อีก โดยตั้งแต่วันเกิดเหตุ น.ส.ทอฝัน ทิพย์เวียง อายุ 26 ปี ลูกสาวของผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สน.สุทธิสาร จนกระทั่งปัจจุบันคดียังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

ความคืบหน้า ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้เดินทางลงพื้นที่ ที สน.สุทธิสาร เพื่อติดตามความคืบหน้าต่อกรณีดังกล่าว ซึ่งก็ได้พูดคุยกับ พ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.สุทธิสาร เปิดเผยว่า ช่วงคืนวันเกิดเหตุ ทางพนักงานสอบสวนได้มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ทางฝั่งคู่กรณีที่ขับรถหรูทันทีว่าได้มีการดื่มแอลกอฮอล์มาหรือไม่ ซึ่งก็ปรากฎว่า ตรวจวัดมาแล้วปริมาณแอลกอฮอล์ที่พบนั้น น้อยกว่า 0.10 มิลลิกรัม ถือว่าน้อยมาก ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย จึงไม่ใช่สาเหตุของการขับรถชน โดยที่ผ่านมาก็ทราบข้อมูลมาว่า ได้มีการนัดเจรจาไกล่เกลี่ยกัน 3-4 ครั้งแล้ว ครั้งที่เป็นปัญหาตกลงกันไม่ได้ น่าจะเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 23 สิงหาคม 2560 หลังจากมีการเรียกเงินครั้งแรก คือ 1,800,000 บาท ซึ่งทาผู้เสียหายก็ได้ลดหย่อนค่าสินไหมทดแทนเหลือประมาณ 500,000 กว่าบาท แต่ทางประกันฝ่ายคู่กรณีประเมินแล้วจ่ายได้เพียง 80,000 บาท ไม่รวมค่าซ่อมรถ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝ่ายผู้เสียหายไม่พอใจ จึงเป็นประเด็นขึ้นมา

ทางตนเมื่อรับทราบข่าว จึงได้กำชับทาง พ.ต.ท.ธนภัทร สุขมี สว. (สอบสวน) สน.สุทธิสาร ว่า ให้ติดต่อทางผู้เสียหายทันที และให้ชี้แจงขั้นตอนการทำงานอยู่ว่าขณะนี้ดำเนินการไปขั้นไหนแล้ว จะได้ไม่เข้าใจกันผิด ประกอบกับยังเร่งให้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างการรอผลตรวจทางการแพทย์ เนื่องจากยังไม่ได้รับใบดังกล่าวจากทางโรงพยาบาลเลย (ผลตรวจทั้ง 2 คน คือ คนขับแท็กซี่ และผู้โดยสาร) เพื่อเอามาเป็นหลักฐานในการแจ้งข้อกล่าวหา เบื้องต้นยังไม่แน่ชัดว่าจะแจ้งในข้อหาขับรถประมาทสาหัสหรือไม่อย่างไร ต้องรอดูผลตรวจต่อไป

ทั้งนี้ คาดว่าในวันที่ 8 กันยายนนี้ จะได้ผล โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังยืนยันอีกว่า ให้ความยุติธรมทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ได้เห็นว่าเป็นลูกคนใหญ่คนโตขับรถชนคนอื่น แล้วจะปล่อยปละละเลย แต่อย่างไรก็ตามต้องรอหลักฐานต่างๆ เพื่อรวบรวมสำนวนส่งให้อัยการ โดยวันนี้ช่วงเวลา 11.00 น.ที่ผ่านมา ทางพนักงานสอบสวนได้นัดทั้ง 2 ฝ่าย เข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ยกันอีกครั้ง แต่จนขณะนี้ก็ยังไม่ได้เดินทางเข้ามาแต่อย่างใด

นายประพันธ์ ทิพย์เวียง อายุ 61 ปี คนขับรถแท็กซี่รายดังกล่าว เล่าว่า วันเกิดเหตุเมื่อเช้ามืดของวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ตนขับรถไปส่งผู้โดยสาร ขณะถึงช่วงขาเข้าแยกสุทธิสาร ตนขับมาในทางตรง ในเลนกลางด้านซ้าย แต่ถูกรถเบนซ์ของคู่กรณีที่ขับกำลังจะลอดอุโมงค์เปลี่ยนเลนกะทันหันมาชนท้ายรถตนพังเสียหาย ซึ่งทำให้ตนและผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ ศีรษะแตก ปากแตก คางฉีก เพราะกระแทกพวงมาลัย ฟันล่างหัก4ซี่ และผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยก็ถูกกระจกบาดฝังเข้าไปในแขน ขณะนั้นตนต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู

ซึ่งขณะที่อยู่โรงพยาบาล พ่อของคู่กรณียังยืนยันที่จะรับผิดชอบทุกอย่าง ทั้งค่ารักษาและรับปากจะหารถแท็กซี่ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน อีกทั้งรู้สึกว่าตนเหมือนคนทุพพลภาพ ที่ต้องเสียฟันไป ซึ่งจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ คาดว่าคู่กรณีเห็นตนเป็นแค่คนขับแท็กซี่ จึงไม้ให้ความสำคัญ มีแต่คำอ้างว่าจะติดต่อประสานให้ประกันเข้ามาดูแล

อย่างไรก็ตาม รถแท็กซี่คันที่เสียหายยังคงจอดทิ้งไว้ที่อู่ ซึ่งตนซื้อมาในราคากว่า 7 แสน และยังคงเหลืออีก 8 งวดที่ยังส่งไม่หมด หลังจากออกจากโรงพยาบาลยอมรับว่าตนเครียดจนนอนไม่หลับ เพราะรู้สึกเป็นภาระของลูกสาว เคยคิดน้อยใจอยากจะฆ่าตัวตาย แต่เป็นห่วงลูกสาวจึงได้ยังใจไว้ จึงอยากให้เขามารับผิดชอบในส่วนที่ประกันยังคงล่าช้า ทั้งนี้ไม่มีเครื่องมือทำมาหากิน จึงอยากให้ฝ่ายคู่กรณีช่วยให้ตนได้มีรถขับเร็วๆ.

keyboard_arrow_up