ชาวเผ่าพื้นเมืองในบราซิล เดินขบวนประท้วงกลางเมืองหลวง ค้านรัฐบาลยึดที่ทำกิน

กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในบราซิลจำนวนหลายพันคน รวมตัวเดินขบวนประท้วงในกรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของประเทศ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายปฏิรูปที่ดินและวัฒนธรรมของรัฐบาลชาตินิยมที่นำโดยประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนารู บรรยากาศโดยรวมของการเดินขบวนประท้วงของชนเผ่าพื้นเมืองในบราซิลครั้งนี้ เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย โดยที่ในระหว่างการเดินขบวน มีสมาชิกชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมากพากันร้องเพลงเป็นภาษาพื้นเมือง รวมถึงมีการเต้นระบำ ขณะที่ทางการบราซิลได้ส่งกำลังตำรวจจำนวนหลายพันนาย กระจายกำลังกันรักษาความปลอดภัยทั่วกรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของประเทศ ด้านสื่อท้องถิ่นเผยว่า ชาวพื้นเมืองจำนวนมากในบราซิล มีความกังวลว่า รัฐบาลฝ่ายขวาของประธานาธิบดีโบลโซนารู จะยกเลิกสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินของชนพื้นเมือง รวมถึงพื้นที่ในเขตป่าอเมซอน ที่เป็นบ้านของชนพื้นเมืองหลายเผ่า ทั้งนี้กลุ่มประชากรที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่เหลืออยู่ ของบราซิลมีสัดส่วนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมดมากกว่า 210 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งเป็นชนผิวขาว ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 

สองชนเผ่าไนจีเรียปะทะเดือด! คาดปมศาสนา-ชิงพื้นที่ ดับมากกว่า 130 ศพ

เกิดเหตุปะทะระหว่างชนเผ่าพื้นเมืองในไนจีเรีย มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 ราย ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของชนเผ่าพื้นเมืองเผ่า “ฟูลานี” ที่นับถือศาสนาอิสลาม ขณะที่กลุ่มมือปืนที่ก่อเหตุโจมตีถูกระบุว่า เป็นสมาชิกของชนเผ่า “อะดาร่า” ที่นับถือศาสนาคริสต์  นอกเหนือจากการบุกกราดยิงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากแล้ว สื่อท้องถิ่นยังรายงานว่า ชนเผ่าอะดาร่ายังก่อเหตุเผาหมู่บ้านของชนเผ่าคู่อริได้รับความเสียหายนับร้อยหลัง อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงสาเหตุของการบุกโจมตีในครั้งนี้ แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงของไนจีเรียระบุว่า ปัญหาความแตกต่างด้านศาสนา และการแย่งชิงที่ดินทำกินระหว่างชนเผ่าพื้นเมืองทั้งสอง รวมถึงการฆ่าเพื่อล้างแค้น น่าจะเป็นสาเหตุของการสังหารหมู่ในครั้งนี้ ทั้งนี้ ไนจีเรียซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของทวีปแอฟริกา คือราว 190 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่มีชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆ อาศัยอยู่รวมกันมากกว่า 250 ชนเผ่า แต่โดยปกติแล้วชนเผ่าต่างๆของไนจีเรียมักอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

เมื่อการมาของความเจริญ กำลังทำให้อารยธรรมโบราณอายุ 55,000 ปี ของชนเผ่าจาราวาหายไป

เช่นเดียวกับเกลียวคลื่นที่ซัดขึ้นหาดและกลบรอยเท้าจางๆ ให้จมหายเป็นเนื้อเดียวกับผืนทราย การขยายตัวของความเจริญในโลกสมัยใหม่ ก็ทำให้วัฒนธรรมและอารยธรรมในโลกเก่าถูกลบหายไป เหมือนกับเรื่องราวของชนเผ่าจาราวา (Jarawa) เป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ตามหมู่เกาะอันดามัน ในเขตปกครองของอินเดียซึ่ง ที่รักษาประเพณีและวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมมานานกว่า 55,000 ปี โดยที่ไม่เคยได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก จนกระทั่ง Alexandre Dereims และ Claire Beilvert ช่างภาพสารคดีได้เดินทางมาเพื่อถ่ายทำวิถีชีวิตของชนเผ่าจาราวาลงในชุดสารคดี We are Humanity และพบว่ามีอะไรบางอย่างไรไม่เหมือนกับข้อมูลที่เคยมีการบันทึกไว้ เพราะทุกวันนี้มีสมาชิกชนเผ่าจำนวนมากที่หันมาสวมเสื้อคอปก ใช้ค้อนแทนก้อนหิน และมีกรรไกรสำหรับตัดสิ่งของต่างๆ ซึ่งถูกนำเข้ามาโดยผู้คนจากต่างแดน ที่หวังจะหาประโยชน์จากผู้คนและดินแดนที่ยังบริสุทธิ์นี้ แม้หลายคนจะเชื่อว่าการมาของความเจริญจากโลกใหม่อาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิด แต่สิ่งที่น่ากังวลในสายต่อช่างภาพสารคดีทั้งสอง นั่นคือการถูกกลืนเชื้อชาติและสูญเสียที่อยู่อาศัย ซึ่งนั่นอาจทำให้ชนเผ่าจาราวาต้องสูญหายไปในเวลาไม่ถึง 10 ปี หากรัฐบาลอินเดียไม่ทำอะไรบางอย่างเพื่อปกป้องพวกเขา ที่มา – boredpanda.com / We Are Humanity movie

รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ แจงกรณี ‘ไม่รับบริจาคเลือดชนเผ่า’ เป็นข่าวลวง!!! (คลิป)

จากกรณีที่มีการนำเสนอข้อมูลว่าโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ประสบปัญหาขาดแคลนเลือดที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วย และเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันบริจาคเลือด และมีการให้รายละเอียดว่าทางโรงพยาบาลไม่รับบริจาคเลือดจากประชาชนที่มีเชื้อสายชนเผ่า เพราะมีสารบางอย่างในเลือดที่ไม่สามารถใช้กับคนทั่วไปได้นั้น ล่าสุดผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วิชัย ชื่นจงกลกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่พร้อมด้วยคณะผู้เกี่ยวข้อง ชี้แจงว่า การนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โดยยืนยันว่าเลือดของชนเผ่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับประชาชนได้มาก ไม่มีปัญหาใดๆ ด้าน นางสาวประกาย สมพาน หัวหน้าหน่วยจัดหาและตรวจความปลอดภัยของโลหิตงานธนาคารเลือด บอกว่า กรณีผู้ป่วยกลุ่มชนเผ่าจะมีบางคนที่มีภูมิคุ้มกันหรือแอนตี้บอดี้บางตัวที่สร้างขึ้นมาเองและไม่ค่อยพบเจอในคนทั่วไป ดังนั้นการให้เลือดก็จะต้องขอรับในส่วนของญาติผู้ป่วยเป็นหลัก ซึ่งกรณีนี้พบน้อยมากเพียงหนึ่งในแสนเท่านั้น ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายไวยิ่ง ทองบือ เครือข่ายกระเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เรียกร้องว่าในทำนองว่า ชนเผ่ามีสารอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถมาใช้กับบุคคลทั่วไปได้นั้น ถามว่ามันคือสารอะไร สารระดับยีนส์ห รือสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายของพี่น้องชนเผ่าต้องให้ชัด และถ้าชนเผ่ารับเลือดของคนทั่วไปไม่ได้ หากเกิดกรณีฉุกเฉินจะทำอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางการป้องกันและเตรียมพร้อมเกี่ยวกับการรักษาที่ต้องใช้เลือดของพี่น้องชนเผ่าด้วยกันเอง.

เข้าเมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตาม! เมื่อสาวญี่ปุ่นไปเยือนชนพื้นเมืองแอฟริกันที่ไม่สวมเสื้อผ้า…เธอเลยไม่ใส่บ้าง!!

เช่นเดียวกับสำนวนไทยๆ ที่สามารถใช้ได้กับทุกคนทั่วโลกแบบไม่มีข้อยกเว้นจริงๆ และยังเหมาะมากกับช่างภาพสาวชาวญี่ปุ่นอย่าง Nagi Yoshida ที่มีมีโอกาสเดินทางไปถ่ายภาพชนเผ่าต่างๆ ในประเทศแอฟริกา ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดีว่าคนกลุ่มนี้มีการแต่งกายในแบบเฉพาะตัวมาก อย่างเช่นการใส่เครื่องนุ่งห่มน้อยชิ้น และเลือกปกปิดเฉพาะบางส่วนของร่างกายเท่านั้น แม้จะดูเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างจากความเชื่อของชาวเอเชียมาก แต่เพื่อความกลมกลืนและให้ได้ภาพที่มีความเป็นกันเองที่สุด เธอจึงใช้โอกาสนี้ ‘เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม’ ไปพร้อมกับคนในพื้นที่ ด้วยการเนียนแต่งกายแบบชนเผ่าไปซะเลย! ที่มา – Facebook.com / Nagi Yoshida

พิธีกรรมสุดแปลกของชนเผ่าชาวเอธิโอเปียขุนตัวเอง ดื่มเลือดวัว ห้ามมีเซ็กซ์ 6 เดือน เพื่อสิ่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในหุบเขาอันห่างไกลในเอธิโอเปียมีประเพณีที่ดูเหมือนจะแปลกประหลาดในสายตาคนทั่วไป นั่นก็คือเทศกาล “Kael” โดยเทศกาลนี้เป็นการประกวดหาว่าชายในชนเผ่าคนใด อ้วนและมีน้ำหนักมากที่สุด โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเป็นหนุ่มโสด ระหว่างการแข่งขันตลอด 6 เดือน ชายเหล่านี้จะกินได้แค่นมและเลือดวัวเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามอีกคือ ห้ามออกจากระท่อมที่พักอาศัยและห้ามมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาด เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดแล้ว จะมีการทำพิธีให้ผู้เข้าแข่งขันออกจากกระท่อม โดยจะต้องทาตัวด้วยดินเหนียวและขี้เถ้า เป็นอันว่าสิ้นสุดการแข่งขัน หากผลพบว่าใครอ้วนที่สุดจะรับการเคารพยกย่องนับถือจากคนในชนเผ่า และจะเป็นที่น่าดึดดูดใจ น่าหมายปองอย่างยิ่งสำหรับสาวๆ ถึงแม้ว่าผู้ชนะอาจจะไม่ได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เปรียบเสมือนความภาคภูมิใจของตัวเอง ข้อมูลและภาพจาก http://www.mirror.co.uk  

ชนเผ่ากลางป่าอเมซอน กินลิง-นกแก้ว เป็นอาหาร !!!

พีท (Pete Oxford) ช่างภาพสารคดีชาวอังกฤษ เปิดเผยภาพที่เขาถ่ายมาได้ขณะไปใช้ชีวิตอยู่กับชนเผ่าฮัวโอรานี (Huaorani) ในป่าฝนทางภาคตะวันออกของเอกวาดอร์

keyboard_arrow_up