สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 สิงหาคม 68) อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีได้เริ่มต้นกระบวนการเรียกคืนมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติกลับมาใช้กับอิหร่านอีกครั้ง เพื่อเป็นการลงโทษที่อิหร่านยังคงเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ แน่นอนว่า ความเคลื่อนไหวนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มความตึงเครียดขึ้นอีก หลังจากที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเพิ่งโจมตีอิหร่านด้วยระเบิดเมื่อสองเดือนก่อน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเคลื่อนไหวตอบโต้แล้ว โดยระบุว่า กลุ่มประเทศยุโรปทั้งสาม (E3) กำลังบ่อนทำลายการทูต พร้อมประกาศว่ารัฐบาลเตหะรานจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากการที่ทั้งสามประเทศได้ใช้ "กลไกเรียกคืนมาตรการคว่ำบาตร" (snapback mechanism) ในครั้งนี้
ทั้งนี้ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีเกรงว่าหากไม่ดำเนินการตอนนี้ พวกเขาจะสูญเสียสิทธิ์ในการเรียกคืนมาตรการคว่ำบาตรต่อเตหะรานซึ่งถูกยกเลิกไปภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ที่ทำไว้กับมหาอำนาจโลก โดยข้อตกลงปี 2015 มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ซึ่งมีสามประเทศยุโรปข้างต้น พร้อมด้วยรัสเซีย จีน และสหรัฐอเมริกา รวมอยู่ด้วย
ก่อนหน้านี้ อิหร่านและกลุ่มประเทศยุโรปทั้งสาม ได้จัดการเจรจากันหลายรอบนับตั้งแต่อิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีสถานที่ติดตั้งนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อกลางเดือนมิถุนายน โดยมีเป้าหมายที่จะตกลงเลื่อนการใช้กลไกเรียกคืนมาตรการคว่ำบาตรออกไป แต่เมื่อพิจารณาแล้วว่าการเจรจาที่กรุงเจนีวาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้อิหร่านแสดงความพร้อมสำหรับข้อตกลงยุติความรุนแรง จึงจำเป็นต้องใช้ไม้แข็ง
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการทูตจะสิ้นสุดลง ในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี โยฮันน์ วาเดอฟูล เรียกร้องให้อิหร่านให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (UN nuclear watchdog) และให้คำมั่นว่า จะเจรจาโดยตรงกับสหรัฐอเมริกาภายในเดือนหน้า
ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่อง "ผิดกฎหมายและน่าเสียใจ" แต่ก็ยังเปิดประตูให้มีการพูดคุยกันได้ โดยเขากล่าวว่า "ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการกระทำที่ต่อต้านการทูต ไม่ใช่โอกาสสำหรับการทูต การทูตกับยุโรปจะยังคงดำเนินต่อไป" แต่ก็ย้ำว่า "อิหร่านจะไม่ยอมแพ้ภายใต้แรงกดดันใด ๆ"
นักการทูตกล่าวว่า สภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีกำหนดจะประชุมแบบปิดในวันนี้ ตามคำขอของ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี เพื่อหารือเกี่ยวกับการใช้กลไกเรียกคืนมาตรการคว่ำบาตรกับรัฐบาลเตหะราน
ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวในปี 2018 ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งสมัยแรก โดยกล่าวว่า ข้อตกลงนี้เข้าข้างอิหร่านฝ่ายเดียว และในหลายปีต่อมา ข้อตกลงก็พังทลายลงเมื่ออิหร่านละทิ้งข้อจำกัดที่กำหนดไว้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสมัยที่สองของทรัมป์ได้จัดการเจรจาทางอ้อมกับเตหะรานในช่วงต้นปีนี้แต่ก็ไม่เป็นผล
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยินดีกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม E3 และกล่าวว่า วอชิงตันยังคงพร้อมสำหรับการเจรจาโดยตรงกับอิหร่าน "เพื่อส่งเสริมการแก้ไขปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างสันติและยั่งยืน"
ในแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักรระบุว่า "ในวันนี้ การไม่ปฏิบัติตาม JCPoA ของอิหร่านนั้นชัดเจนและจงใจ และสถานที่ที่น่ากังวลเกี่ยวกับการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในอิหร่านอยู่นอกเหนือการเฝ้าระวังของ IAEA (องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ)"
แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า "อิหร่านไม่มีเหตุผลเพียงพอในการสต๊อกยูเรเนียมเพื่อการใช้งานของพลเรือน เนื่องจากเป็นยูเรเนียมสมรรถนะสูง ดังนั้น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจึงยังคงเป็นภัยคุกคามที่ชัดเจนต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ"
ทั้งนี้ อิหร่านใช้เวลาหลายทศวรรษในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งรัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่า มีจุดประสงค์เพื่อผลิตพลังงานอย่างสันติเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มเติมเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานภายในประเทศและเพิ่มการส่งออกน้ำมันของประเทศให้มากขึ้น
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้ยูเรเนียม และตามรายงานขององค์การพลังงานปรมาณูแห่งสหประชาชาติ ไม่มีประเทศอื่นใดที่มียูเรเนียมในแบบที่อิหร่านมีอยู่ในปัจจุบัน โดยที่ไม่มีโครงการอาวุธนิวเคลียร์ด้วย
ภายใต้ข้อตกลงปี 2015 อิหร่านตกลงที่จะจำกัดเครื่องหมุนเหวี่ยง ลดสต็อกยูเรเนียมลงอย่างมาก และรักษาระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไว้ไม่เกิน 3.67% จากเดิมที่เกือบ 20% นอกจากนี้ยังตกลงที่จะให้มีการตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์มากขึ้นจากนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรซึ่งจะทำให้ประเทศสูญเสียงบประมาณมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้เพิ่มโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่รัฐบาลของทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2018 อิหร่านเคยรักษาระดับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะอยู่ที่ 3.6% หรือประมาณ 150 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ แต่ตอนนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 50 เท่าของระดับในปี 2018