ธุรกิจการตลาด

ยอดขาย P&G ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หลังขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง

22 เม.ย. 67
ยอดขาย P&G ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หลังขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง
ไฮไลท์ Highlight
  • ยอดขายของ P&G ในไตรมาสนี้ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวของการเติบโต
  • ผลกระทบจากการขึ้นราคา ส่งผลกระทบต่อยอดขาย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าดูแลสุขภาพ สินค้าสำหรับเด็ก ผู้หญิง และครอบครัว
  • ตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ P&G ยังคงมีการเติบโต 3% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยังคงมีความต้องการสินค้าของ P&G
  • P&G คาดการณ์ว่ารายได้ต่อหุ้นจะเติบโต 10% ถึง 11% ในปีงบประมาณ 2024 และคาดว่ายอดขายจะเติบโต 2%-4%

Procter & Gamble (P&G) ยักษ์ใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภคเผชิญกับยอดขายที่น่าผิดหวังในไตรมาสล่าสุด สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากกลยุทธ์การปรับขึ้นราคาสินค้าต่อเนื่องตลอดสองปีที่ผ่านมา

ยอดขาย P&G ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หลังขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง

ยอดขาย P&G ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หลังขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง

รายงานข่าวจากทาง CNBC ระบุว่า Procter & Gamble (หรือ P&G) ผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ที่มีความผันผวน เนื่องจากบริษัทต้องรับมือกับการดึงดูดผู้บริโภคกลับมา หลังจากมีการปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

โดยตลอดสองปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาซักผ้า Tide หรือกระดาษชำระ Charmin ทำให้เวลานี้ราคาสินค้าของบริษัทปรับตัวสูงขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

แม้ว่าประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) จะระบุว่า P&G ไม่ได้มีการปรับขึ้นราคาอย่างเป็นทางการในระดับประเทศช่วงไตรมาสนี้ก็ตาม แต่แม้จะมียอดขายที่น่าผิดหวัง บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสำหรับทั้งปีงบประมาณ โดยล่าสุดราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงเล็กน้อย (มากกว่า 1%) ในการซื้อขายช่วงเช้า โดยตัวเลขสำคัญเปรียบเทียบกับประมาณการของนักวิเคราะห์ดังนี้

  • กำไรต่อหุ้น: $1.52 (คาดการณ์ไว้ $1.41)
  • รายได้: $20.2 พันล้าน (คาดการณ์ไว้ $20.41 พันล้าน)

ตัวเลขที่ P&G ประกาศในไตรมาสที่สามของปีงบประมาณ:

  • กำไรสุทธิ: $3.75 พันล้าน หรือ $1.52 ต่อหุ้น (สูงกว่าปีที่แล้วที่ $3.37 พันล้าน หรือ $1.37 ต่อหุ้น)
  • ยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 1% เป็น $20.2 พันล้าน
  • ยอดขายออร์แกนิค (ซึ่งไม่รวมผลกระทบจากการเข้าซื้อหรือขายกิจการ และอัตราแลกเปลี่ยน) เพิ่มขึ้น 3% ในไตรมาสนี้

ผลประกอยการย้อนหลัง 4 ปี บริษัท Procter & Gamble (หรือ P&G)

  • ปี 2020 รายได้ 20.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิ 3.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ปี 2021 รายได้ 21.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิ 4.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ปี 2022 รายได้ 21.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิ 3.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ปี 2023 รายได้ 20.20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิ 3.37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับภาพรวมทั้งปี P&G คาดการณ์ว่ารายได้ต่อหุ้นจะเติบโต 10% ถึง 11% ซึ่งสูงขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 8% ถึง 9% บริษัทยังปรับประมาณการรายได้ให้เติบโตในช่วง 1% ถึง 2% ดีขึ้นจากการคาดการณ์เดิมที่คาดว่าจะลดลง 1% หรือไม่เติบโตเลย ทั้งนี้ P&G ยังคงประมาณการยอดขายที่เติบโต 2%-4% ในปี 2024 ไว้เท่าเดิม


ยอดขายสินค้าของ P&G ยังคงทรงตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง

ยอดขาย P&G ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หลังขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคม ผู้บริหารของบริษัทเคยคาดการณ์ว่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปีงบประมาณ 2024 แต่หลังจากผ่านไปสามไตรมาส บริษัทยังไม่สามารถดึงดูดลูกค้าจำนวนมากที่เคยเลิกใช้สินค้าไปเนื่องจากการขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม P&G มีสามกลุ่มธุรกิจที่มียอดขายเติบโตในไตรมาสนี้ กลุ่มสินค้าความงาม (เช่น Olay และ Pantene) มีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 1% จากนวัตกรรมใหม่ๆ ในผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ธุรกิจผลิตภัณฑ์โกนหนวด (มีดโกน Gillette และ Venus) เติบโตร้อยละ 2 ส่วนกลุ่มธุรกิจดูแลบ้านและผ้า (เช่น Febreze และ Swiffer) เติบโต 1%

แต่ปริมาณการขายลดลงต่อเนื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าดูแลสุขภาพ รวมถึงสินค้าสำหรับเด็ก ผู้หญิง และครอบครัว โดยบริษัทชี้ว่าสาเหตุคือการปรับขึ้นราคาของสินค้าและฤดูไข้หวัดในปีที่ผ่านมาไม่รุนแรงมากนักทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าดูแลสุขภาพขายได้ลดลง ด้านภูมิภาคก็ยังคงเป็นอีกปัจจัยในยอดขายที่ซบเซาของบริษัท ตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับสองของ P&G ยังคงมีความต้องการผลิตภัณฑ์ในราคาสูงอย่างครีมบำรุงผิว SK-II ลดลง นอกจากนี้ ผู้บริษัทยังระบุว่าบางตลาด โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง มีการลดโปรโมชั่นจากร้านค้าปลีกเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสงครามในกาซา

“ผลกระทบมีอยู่จริงแต่ยังจำกัด และเราคาดว่าจะลดลง หากความตึงเครียดในสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลงในอนาคต" ผู้บริหารกล่าว

ตลาดสหรัฐ ยังคงเป็นเบอร์หนึ่ง

ยอดขาย P&G ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หลังขึ้นราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง

ในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ P&G นั้น บริษัทมียอดขายเติบโตถึง 3% ผู้บริหารชี้ว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยังไม่ลดระดับการใช้จ่าย หรือเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้า “เนื่องจากผู้บริโภคไม่อยากเสี่ยงลองสินค้าใหม่ถึงแม้ราคาจะถูกกว่า เมื่อสินค้าเดิมให้คุณภาพที่พวกเขาคาดหวังถึงแม้ว่าจะต้องจ่ายมากขึ้นก็ตาม ” ผู้บริหารกล่าว

P&G ยังคาดว่าต้นทุนด้านวัตถุดิบที่ลดลงจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนหน้านี้ที่ 800 ล้านดอลลาร์ นี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อเทียบกับสองปีที่แล้ว ที่ต้นทุนวัตถุดิบส่งผลกระทบต่อบริษัทและนำมาสู่การปรับราคาสินค้าขึ้น

สุดท้ายนี้ P&G ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการในขณะนี้ กลยุทธ์การปรับขึ้นราคาสินค้าส่งผลกระทบต่อยอดขายในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับ P&G และบริษัทคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อไปในปีงบประมาณ 2024

ที่มา CNBC 

advertisement

SPOTLIGHT