
การปลูกผมถาวร (Hair Transplantation) เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหลังที่มีคำศัพท์ทางการตลาดใหม่ ๆ อย่าง “DHI” เข้ามามีบทบาท ทำให้หลายคนเกิดความสับสนว่าการปลูกผม DHI เป็นเทคนิคใหม่ที่แตกต่างหรือเหนือกว่าวิธีดั้งเดิมอย่าง FUE
ในทางการแพทย์ สิ่งสำคัญคือการแยกความเข้าใจระหว่าง “ขั้นตอนของการปลูกผม” กับ “เครื่องมือที่ใช้” ออกจากกันอย่างชัดเจน เนื่องจากบางคำเรียก เช่น DHI อาจไม่ได้หมายถึงเทคนิคใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการใช้เครื่องมือเฉพาะในบางขั้นตอนของกระบวนการปลูกผม
ปลูกผม DHI จึงเป็นหนึ่งในรูปแบบของการปลูกผมถาวรที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง หรือศีรษะล้านจากพันธุกรรม หลายคนจึงตั้งคำถามว่า ปลูกผม DHI คืออะไร แตกต่างจากวิธีอื่นอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง ซึ่งการทำความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ปลูกผม DHI หรือ Direct Hair Implantation เป็นหนึ่งในรูปแบบของการปลูกผมถาวรที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยในเชิงการแพทย์ DHI ไม่ได้ถือเป็น “เทคนิคใหม่” ที่แยกออกจากวิธีมาตรฐานอย่าง FUE หรือ FUT แต่เป็นคำที่ใช้เรียกกระบวนการปลูกผมโดยเน้น “วิธีการวางกราฟผม” ด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง
หัวใจของ DHI คือการใช้ Implanter Pen หรือปากกาปลูกผม ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถ “สร้างโพรงและวางกราฟผม” ลงสู่หนังศีรษะได้ในขั้นตอนเดียว แตกต่างจากบางวิธีที่ต้องเปิดช่องไว้ล่วงหน้าก่อนปลูกผม
กระบวนการปลูกผม DHI จะเริ่มจากการเก็บกราฟผมจากบริเวณท้ายทอย (Donor Area) ซึ่งเป็นแหล่งรากผมที่แข็งแรงและทนต่อฮอร์โมน DHT โดยขั้นตอนการเก็บกราฟนี้ยังคงอาศัยเทคนิคมาตรฐานอย่าง FUE หรือ FUT เสมอ จากนั้นจึงนำกราฟที่ได้บรรจุลงใน Implanter Pen เพื่อปลูกลงในบริเวณที่ต้องการ
การปลูกผมถาวรทุกเทคนิคมีโครงสร้างหลัก 3 ขั้นตอน ดังนี้
ใช้ slit instrument หรือ blade เพื่อสร้างช่องปลูก กำหนด Density, Angle, Direction และ Hairline ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญต่อความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์
การปลูกผมแบบ DHI มีข้อดีหลายประการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา รวมถึงผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยข้อดีเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการใช้เครื่องมืออย่าง Implanter Pen และการออกแบบขั้นตอนการทำงาน (workflow) ที่เหมาะสม ดังนี้
หลายคนมักเข้าใจว่า ปลูกผม DHI และ FUE เป็นเทคนิคที่นำมาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองอย่างนี้อยู่ “คนละขั้นตอน” ของการปลูกผม
ดังนั้น DHI ไม่ได้เป็นประเภทหนึ่งของ FUE และไม่สามารถใช้แทนกันได้ แต่เป็นกระบวนการที่สามารถ “ทำร่วมกัน” ในเคสเดียวกัน โดยทุกการปลูกผมแบบ DHI ยังต้องอาศัยการเก็บกราฟด้วย FUE หรือ FUT ก่อนเสมอ
ในเชิงการใช้งาน
ในแง่ของอาการหลังทำ ผู้เข้ารับบริการอาจพบอาการบวมบริเวณหน้าผากในช่วง 1–3 วันแรก ภาวะผมร่วงชั่วคราว (Shock Loss) หรืออาการคันบริเวณสะเก็ดแผล ซึ่งควรหลีกเลี่ยงการเกาเพื่อลดความเสี่ยงที่กราฟผมจะหลุด รวมถึงต้องดูแลความสะอาดอย่างเหมาะสมเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ
ในด้านข้อจำกัดของเทคนิค DHI เอง มีประเด็นที่ควรเข้าใจเพิ่มเติม ได้แก่
โดยสรุป การเลือกใช้เทคนิค DHI ควรพิจารณาทั้งข้อดีและข้อจำกัดร่วมกับการประเมินของแพทย์ เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะปัญหาและเป้าหมายของแต่ละบุคคลมากที่สุด
ในทางปฏิบัติทางคลินิก ผลลัพธ์ของการปลูกผมไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็น DHI หรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญต่อไปนี้
ไม่มีเครื่องมือใด “ดีที่สุดสำหรับทุกคน” เนื่องจากผู้เข้ารับการรักษาแต่ละรายมีลักษณะเส้นผม พื้นที่ปลูก และเป้าหมายที่แตกต่างกัน แพทย์จะพิจารณาเลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับเคส เช่น พื้นที่ที่ต้องการความละเอียดสูง เคสที่ต้องปลูกจำนวนมาก และลักษณะกราฟผม
เทคนิคปลูกผม DHI ราคามักจะสูงกว่าเทคนิค FUE ทั่วไป เนื่องจากมีค่าอุปกรณ์อย่างหัวปากกา Implanter ที่ต้องเปลี่ยนใหม่ตามขนาดของรากผม รวมถึงความซับซ้อนในขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ต้องใช้ความประณีตสูงในทุกขั้นตอน
โดยทั่วไปแล้ว ปลูกผม DHI ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80-100 บาทต่อกราฟ หรือหากคำนวณเป็นยอดรวมสำหรับการรักษาเบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 80,000 – 100,000 บาท ทั้งนี้ราคาปลูกผม DHI อาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟที่ต้องใช้ พื้นที่ที่มีปัญหา และแผนการรักษาที่แพทย์ประเมินให้เหมาะสมกับบุคคล
หลายคนกังวลว่า ปลูกผม DHI เจ็บไหม? โดยทั่วไปการปลูกผม DHI จะมีการใช้ยาชาเฉพาะที่ (Local Anesthesia) บริเวณหนังศีรษะ ผู้รับบริการจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยเฉพาะในช่วงที่มีการเดินยาชา หลังจากยาชาออกฤทธิ์แล้วจะไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างที่แพทย์ทำหัตถการ
ภายหลังการปลูกผม DHI จะใช้เวลาพักฟื้นไม่นานนัก อาจมีความรู้สึกตึงหรือระบมที่หนังศีรษะในช่วง 1-3 วันแรก ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการรับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์แนะนำ โดยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติภายในเวลาอันสั้น เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้แผลถูกกระแทกหรือโดนแสงแดดจัดในช่วงแรก
พญ.เบญ บุตรวงศ์ ประธานสมาคมแพทย์ปลูกผมเอเชีย Diplomate American Board of Hair Restoration Surgery (ABHRS)
ในทางปฏิบัติ การเลือกเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็น forceps หรือ implanter pen ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดผลลัพธ์ของการปลูกผม สิ่งสำคัญคือ “ความชำนาญของแพทย์ในการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย” เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ มีความหนาแน่นเหมาะสม และสามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว
ปลูกผม DHI เป็นเทคนิคที่พัฒนาต่อยอดมาจาก FUE แต่มีความพิเศษที่ใช้ปากกา Implanter ในการเจาะและฝังรากผมได้ในขั้นตอนเดียว ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของรากผมให้สูงขึ้น และแพทย์ยังสามารถออกแบบแนวเส้นผมใหม่ได้อย่างละเอียดแม่นยำ มีความกลมกลืนรับกับแนวเส้นผมเดิม
หากกำลังพิจารณาว่าควรปลูกผม DHI ที่ไหนดี ขอแนะนำที่ Mediren Clinic เพราะที่นี่ให้บริการปลูกผมโดยแพทย์อเมริกันบอร์ด ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการรักษา เพื่อให้ทุกกราฟผมงอกใหม่ได้อย่างมีคุณภาพ
สนใจปรึกษาปัญหาเส้นผมหรือประเมินกราฟเบื้องต้น สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Advertisement