
การขอสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องหรือซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ "ดอกเบี้ย" คือปัจจัยสำคัญที่กำหนดภาระทางการเงินในระยะยาว หากเข้าใจวิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถวางแผนการผ่อนชำระได้อย่างแม่นยำและเลือกผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าที่สุด บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกการคำนวณดอกเบี้ยรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวเข้าสู่การเป็นลูกหนี้ที่มีวินัย
ก่อนจะเริ่มคำนวณ ต้องทราบก่อนว่าสถาบันการเงินมักใช้รูปแบบการคิดดอกเบี้ยที่แตกต่างกันตามประเภทสินเชื่อ โดยหลักจะมี 2 รูปแบบที่เป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณา ได้แก่ ดอกเบี้ยแบบคงที่ และดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ซึ่งมีวิธีคำนวณและผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน
ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate)
ดอกเบี้ยคงที่ คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นตัวเลขที่แน่นอนตลอดอายุสัญญา โดยสถาบันการเงินจะนำเงินต้นก้อนแรกมาคำนวณดอกเบี้ยทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น แล้วหารเฉลี่ยให้จ่ายเท่ากันทุกงวด ทำให้ผู้กู้ทราบยอดที่ต้องผ่อนชำระที่แน่นอนในทุกเดือน ช่วยให้วางแผนงบประมาณรายจ่ายได้ง่ายและไม่ซับซ้อน
สำหรับการคำนวณดอกเบี้ยรูปแบบนี้จะมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก โดยมีสูตรและสเต็ปการคิดดังนี้
● หาดอกเบี้ยทั้งหมด: (เงินต้น x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนปีที่ผ่อน) = ยอดดอกเบี้ยรวม
● คำนวณดอกเบี้ยต่อเดือน: ดอกเบี้ยรวม / จำนวนงวดทั้งหมดที่ต้องผ่อน
● คำนวณเงินต้นต่อเดือน: เงินต้นก้อนแรก / จำนวนงวดทั้งหมดที่ต้องผ่อน
● ยอดผ่อนต่อเดือน: เงินต้นต่อเดือน + ดอกเบี้ยต่อเดือน
ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (Effective Rate)
ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก คือ การคำนวณดอกเบี้ยจาก "เงินต้นที่เหลืออยู่จริง" ในแต่ละงวด ยิ่งชำระคืนมากเท่าไหร่ เงินต้นก็ยิ่งลดลง ส่งผลให้ดอกเบี้ยในงวดถัดไปลดลงตามไปด้วย รูปแบบนี้มักใช้กับสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือสินเชื่อส่วนบุคคลบางประเภท ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้กู้ "โปะ" เพื่อปิดหนี้ได้ไวขึ้น
เนื่องจากดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไปตามเงินต้นคงเหลือในแต่ละเดือน วิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้รูปแบบนี้จึงต้องคำนวณใหม่ทุกครั้งที่มีการชำระ โดยมีสูตรดังนี้
● สูตรดอกเบี้ยต่องวด: (เงินต้นคงเหลือ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันในงวดนั้น) / 365 หรือ 366 วัน
● การจัดสรรยอดเงิน: เงินที่จ่ายไปในแต่ละเดือนจะถูกนำไปหักดอกเบี้ยก่อน ส่วนที่เหลือจึงจะนำไปหักเงินต้น
● ตัวอย่าง: หากงวดนี้จ่าย 5,000 บาท และคำนวณดอกเบี้ยได้ 2,000 บาท ยอดเงินต้นจะถูกลดลงไป 3,000 บาท
แม้ทั้งสองแบบจะเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ย เพื่อหาผลตอบแทนให้ผู้ให้กู้เหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างเชิงลึกที่ส่งผลต่อกลยุทธ์การผ่อนชำระ ดังนี้
● ฐานในการคำนวณ: ดอกเบี้ยคงที่คิดจากเงินต้นก้อนแรกเพียงครั้งเดียว ส่วนลดต้นลดดอกคิดจากยอดหนี้ที่เหลืออยู่ ณ ปัจจุบันในทุกเดือน
● ความยืดหยุ่น: ดอกเบี้ยลดต้นลดดอกเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปิดหนี้ก่อนกำหนดด้วยการโปะเงินก้อน เพราะจะช่วยลดดอกเบี้ยได้ทันที ต่างจากดอกเบี้ยคงที่ที่ยอดดอกเบี้ยถูกคำนวณไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันแรก
● ประเภทสินเชื่อที่พบบ่อย: โดยทั่วไปดอกเบี้ยคงที่จะนิยมใช้ในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ส่วนดอกเบี้ยลดต้นลดดอกจะใช้ในสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อหมุนเวียนต่าง ๆ
พรอมิสในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อชี้ให้เห็นว่า “ดอกเบี้ยลดต้นลดดอกมีความยืดหยุ่นสูงกว่าดอกเบี้ยคงที่ เพราะคำนวณจากเงินต้นที่เหลืออยู่จริงในแต่ละงวด ไม่ใช่ยอดกู้ก้อนแรก ตัวอย่างเช่น หากมีเงินก้อนมา "โปะ" เพื่อลดเงินต้น ยอดดอกเบี้ยในงวดถัดไปจะลดลงทันที ช่วยให้ปิดหนี้ได้ไวและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า แตกต่างจากดอกเบี้ยคงที่ที่ยอดจ่ายจะถูกฟิกซ์ไว้ตั้งแต่เริ่มสัญญา พรอมิสจึงแนะนำให้พิจารณารูปแบบดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับแผนการเงินเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด”H2 สรุปบทความ
การทำความเข้าใจวิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ ทั้งแบบคงที่และแบบลดต้นลดดอก จะช่วยให้ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรู้ยอดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจริงช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระและทำให้การบริหารจัดการหนี้เป็นเรื่องที่ควบคุมได้ หวังว่าคู่มือฉบับเข้าใจง่ายนี้จะช่วยให้ทุกการขอสินเชื่อเป็นไปอย่างคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด
Advertisement