
วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่องราวของ "เมย์ รัชนก อินทนนท์” สาวน้อยมหัศจรรย์ผู้ส่องประกายในวงการแบดมินตันระดับโลก เธอไม่เพียงแต่เป็นนักกีฬาที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และความมุ่งมั่น แต่เส้นทางชีวิตของเธอก็เป็นเสมือนบทกวีแห่งความพยายาม ความอ่อนน้อม และความรักที่ไม่มีวันจางหาย
"เมย์" เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538 ที่ จ.ยโสธร ก่อนที่คุณพ่อวินัสชัยและคุณแม่คำผัน สุวรรณศาลา จะย้ายเข้ามายังกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เมย์ยังอายุ 3 เดือน เพื่อมาทำงานที่โรงงานทำขนมไทย "บ้านทองหยอด" และจุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายลูกขนไก่ของเมย์ก็ถือกำเนิดขึ้นที่นี่นี่เอง
ด้วยความซุกซนของเด็กหญิงรัชนกวัย 6 ขวบ "แม่ปุก" กมลา ทองกร ผู้ก่อตั้งโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด ผู้เปรียบเสมือนผู้ปลุกปั้นและผู้มีพระคุณ จึงจับเมย์มาหัดตีแบดมินตันเพื่อป้องกันไม่ให้เธอได้รับอันตรายจากน้ำเชื่อมเดือดในโรงงาน
จากการตีเล่นเพื่อไม่ให้เข้าไปกวนตอนพ่อแม่ทำงาน เล่นไปเล่นมาเมย์ก็ได้ค้นพบความสุขในการตีลูกขนไก่ และเริ่มฝึกซ้อมอย่างจริงจัง จนคว้าแชมป์แรกในชีวิตคือรายการ "อุดรธานี โอเพ่น" รุ่นอายุไม่เกิน 9 ปี ขณะอายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น
แม้ว่าเธอจะต้องใช้เวลาทั้งหมดในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นไปกับการฝึกซ้อมอย่างหนัก ทั้งก่อนไปโรงเรียนและหลังเลิกเรียน ทำให้ไม่ได้ใช้ชีวิตสนุกสนานเหมือนเพื่อนวัยเดียวกัน แต่เมย์ไม่ได้รู้สึกว่าขาดสิ่งใดในชีวิต ในทางกลับกัน เธอมองว่าการแข่งขันในรายการต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศได้มอบประสบการณ์อันล้ำค่า ทั้งยังทำให้ได้พบปะเพื่อน พี่ น้องร่วมอาชีพมากมาย
และที่สำคัญที่สุดคือการได้ทำความฝันในการได้ติดทีมชาติ หารายได้แบ่งเบาภาระ ซื้อบ้านให้พ่อแม่และน้องชายได้อยู่อย่างสุขสบาย และการคว้าเหรียญโอลิมปิกมาให้ได้
แต่แม้ว่าเธอจะทุ่มเทเวลาเกินครึ่งชีวิตให้กับการฝึกซ้อมกีฬา แต่เธอก็ไม่เคยทิ้งการศึกษา เมย์จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและโทที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ควบคู่กับการเป็นนักแบดมินตันอาชีพ ทำให้เธอมีดีกรีด้านการศึกษาที่สูงมากควบคู่ไปกับความสำเร็จในวงการกีฬา
ด้วยความมุ่งมั่นและวินัยอันเคร่งครัด ทำให้กราฟชีวิตในฐานะนักแบดมินตันอาชีพของเมย์พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ในวัยเพียง 14 ปี เธอสร้างประวัติศาสตร์โลกด้วยการเป็นนักกีฬาที่อายุน้อยที่สุดที่คว้าแชมป์เยาวชนชิงแชมป์โลก (BWF World Junior Championships) ในปี 2009
และยิ่งกว่านั้นคือเธอสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน ในปี 2009, 2010 และ 2011 เป็นสถิติที่ไม่มีนักกีฬาหญิงคนใดทำได้มาก่อน ทำให้ชื่อของ “เมย์ รัชนก” เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะ “สาวน้อยมหัศจรรย์"
ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดมาถึงในปี 2013 ในศึกแบดมินตันชิงแชมป์โลก (BWF World Championships) ที่ประเทศจีน ด้วยวัยเพียง 18 ปี เมย์สามารถโค่น หลี่ เสวี่ยรุ่ย มือ 1 ของโลกในขณะนั้น ผงาดคว้าแชมป์โลก กลายเป็นนักแบดมินตันไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ และยังเป็นแชมป์โลกประเภทเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในโลก
จากนั้นในปี 2016 เธอสร้างประวัติการณ์อีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์ซูเปอร์ซีรีส์ 3 รายการรวด ภายใน 3 สัปดาห์ ส่งผลให้ "เมย์" ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งนักแบดมินตันหญิงเดี่ยวมือ 1 ของโลก ด้วยวัย 21 ปีอย่างยิ่งใหญ่
นอกจากฝีมืออันฉกาจ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้แฟนกีฬาทั่วโลกหลงรักเธอคือ เธอมีบุคลิกอันอ่อนน้อมถ่อมตนและมีสัมมาคารวะ ทุกครั้งที่ลงแข่งขัน ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เธอจะยกมือไหว้ขอบคุณและแสดงความเคารพต่อทุกคนในสนามเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกรรมการ คู่ต่อสู้ โค้ช หรือแม้กระทั่งสตาฟที่คอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวก จนกลายเป็นภาพจำที่ได้รับคำชื่นชมจากสมาคมแบดมินตันนานาชาติและทุกคนที่ได้พบเห็น
ล่าสุดในวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ในการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ก็เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์อันแสนตื้นตันใจของ "เมย์" รัชนก อินทนนท์ ในวัย 30 ปี เธอลงสนามรอบชิงชนะเลิศหญิงเดี่ยว ซึ่งเป็นการดวลกับ "เม" ศุภนิดา เกตุทอง หรือเมซ้าย รุ่นน้องเพื่อนร่วมชาติ
ในเกมแรก เมย์ยอมรับว่า ต้องเจอความกดดันและอาการล้า ทำให้การเคลื่อนตัวยังไม่สมบูรณ์ แต่ด้วยประสบการณ์และความเก๋า เธอพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะไปได้อย่างสุดระทึก 21-19 และในเกมที่สองก็คุมจังหวะไว้ได้อย่างเด็ดขาด ปิดแมตช์ด้วยคะแนน 21-7 คว้าเหรียญทองไปครองได้สำเร็จ
ชัยชนะในซีเกมส์ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก จนเมย์ถึงขั้นกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว เพราะมันคือเหรียญทองซีเกมส์ประเภทบุคคลครั้งแรกในชีวิตของเธอ หลังจากที่รับใช้ทีมชาติในมหกรรมนี้มาตั้งแต่ปี 2009 และเป็น "เหรียญทองปิดฉากซีเกมส์" ของเธออย่างงดงาม ในฐานะนักกีฬาที่ประกาศอำลาสังเวียนซีเกมส์
เมย์เปิดเผยกับสื่อหลังการแข่งขันว่า เธอพยายามซ่อนความกดดันไว้ และวันนี้เธอก็ทำมันได้สำเร็จจริง ๆ และยังบอกอีกว่า "ถ้าเป็นหนังสือเล่มซีเกมส์ ก็จบบริบูรณ์แล้ว" เป็นการสรุปเส้นทางอันยาวนานกว่า 16 ปีในซีเกมส์ของเธออย่างสมบูรณ์
นอกจากแรงเชียร์ แรงสนับสนุนจากคนรอบข้างและแฟนกีฬาแล้ว เบื้องหลังความสำเร็จและชัยชนะมากมาย มีหนึ่งกำลังใจสำคัญที่ "เมย์" นึกถึงเป็นคนแรกเสมอ นั่นคือคุณแม่คำผัน สุวรรณศาลา ผู้ที่ล่วงลับไปเมื่อปี 2021 แต่ความรักและความผูกพันของแม่ลูกยังคงอยู่ตลอดมา
ทุกครั้งที่ประสบความสำเร็จหรือแม้แต่ผิดหวังในสนามแข่งขัน เมย์จะส่งข้อความหาคุณแม่เสมอ ในวันสำคัญที่คว้า 2 เหรียญทองซีเกมส์ได้สำเร็จ "เมย์" ได้โพสต์ข้อความที่ส่งถึงคุณแม่คำผันระบุว่า "เธอคือผู้หญิงคนแรกที่ฉันคิดถึงคนแรกทุกครั้งที่ฉันประสบความสำเร็จ" พร้อมแนบรูปแชตที่เธอส่งภาพเหรียญทองไปอวดคุณแม่ ด้วยข้อความน่ารัก ๆ ว่า "ทำได้อีกเหรียญละน๊า รักแม่เสมอ"
ย้อนกลับไปในรายการใหญ่อื่น ๆ ก็เช่นกัน หลังคว้าแชมป์ คุมาโมโตะ มาสเตอร์ส เจแปน 2025 เธอก็รีบส่งข้อความไปหาคุณแม่ว่า "เมย์ได้เข้าชิงแล้วนะ เมย์ทำได้แล้ว"
แม้ในวันที่ผิดหวังจากการตกรอบ เดนมาร์ก โอเพ่น 2024 เธอก็ยังเลือกที่จะระบายความรู้สึกกับผู้เป็นที่รักที่สุดว่า "แม่วันนี้เมย์แพ้อีกแล้ว รักแม่นะ คิดถึงจังเลย อยากกอดแล้ว" เป็นโมเมนต์สุดอบอุ่นหัวใจที่เราได้เห็นเมย์ฐานะลูกสาวคนเดียวของแม่ ไม่ใช่นักแบดผู้แบกความหวังมากมายไว้บนหลัง
แม้จะประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ทั้งแชมป์โลก มือ 1 ของโลก และเหรียญทองซีเกมส์ที่รอคอยมานาน แต่ "เหรียญโอลิมปิก" ยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่เมย์ไม่เคยละทิ้ง แม้จะยอมรับว่าในวัย 30 ปี การฟื้นฟูร่างกายเป็นไปได้ช้ากว่าเดิม แต่เธอยืนยันว่า จะพยายามดูแลตนเองให้ดีที่สุดเพื่อพร้อมสำหรับการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง
ในวันนี้ "เมย์" รัชนก อินทนนท์ ได้กลายเป็นตัวแทนของความมานะบากบั่น ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความมีน้ำใจนักกีฬา และเป็นแรงบันดาลใจอันทรงพลังแก่นักกีฬารุ่นน้องและคนไทยทั้งประเทศ
เรื่องราวของเธอเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร" และไม่ว่าชีวิตจะเผชิญกับอุปสรรคหรือความสูญเสียใด ๆ หากมีกำลังใจที่แข็งแกร่ง เราก็สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้เสมอ จากนี้เราก็ต้องมาติดตามผลงานและเป็นกำลังใจให้เธอเดินทางไปสู่ฝั่งฝันได้สำเร็จต่อไป
Advertisement