
จากการเดินทางอันยาวไกลเกือบ 1,500 กิโลเมตร จาก จ.ภูเก็ต สู่บ้านเกิดใน จ.ยโสธร ในที่สุดภารกิจพา "ลุงสำรวย หงษ์คำ" กลับคืนสู่อ้อมกอดครอบครัวก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หลังทีมข่าวตัดสินใจขับรถพาลุงสำรวยเดินทางข้ามภาค เพื่อให้ได้กลับมาพบหน้าญาติพี่น้องอีกครั้ง หลังพลัดพรากจากบ้านเกิดมาเป็นเวลานาน กว่า 60 ปี
ก่อนหน้านี้ทีมข่าวได้ออกเดินทางจาก จ.ภูเก็ต โดยแวะพักรับประทานอาหารกลางวันที่ปั๊มน้ำมันลุงเท่ง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ก่อนมุ่งหน้าต่อเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และเดินทางต่อไปยัง อ.กุดชุม จ.ยโสธร แม้ระหว่างทางจะต้องเผชิญทั้งฝนตกและปัญหาการจราจรติดขัด ทำให้เวลาเดินทางคลาดเคลื่อนจากกำหนดเดิม แต่ทุกคนยังคงมุ่งมั่นที่จะพาลุงสำรวยกลับบ้านให้ได้อย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกันที่บ้านของ นายสุพจน์ หงษ์คำ น้องชายของลุงสำรวย ในพื้นที่ ต.กุดชุม อ.กุดชุม จ.ยโสธร บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น มีญาติพี่น้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐเดินทางมารอให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง
นำโดย นายธงชัย มูลพันธ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดยโสธร มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ พมจ.ยโสธร เป็นตัวแทนเข้าร่วมต้อนรับ พร้อมด้วย นายปิยพงษ์ กัณทะกาลัง หัวหน้ากลุ่มพัฒนาสังคมและสวัสดิการ สำนักงาน พมจ.ยโสธร นางเกศสุดา ประทีปทอง ปลัดอำเภอกุดชุม นายรัฐยุทธ์ ประโพธิ์ธาณัง ปลัดอำเภอกุดชุม นายจีระศักดิ์ อุปรา นักพัฒนาชุมชน อบต.กุดชุม น.ส.วนิดา บุญปก นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ น.ส.สุจิรา อุปพงษ์ นักสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติการ น.ส.นันทพร ศรีทัพไทย นักพัฒนาสังคม จากศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดยโสธร และนายภิธรรม ส่งศรี ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองเมืองกลาง
กระทั่งเวลา 19.00 น. วันที่ 6 พ.ย. 2569 รถของทีมข่าวเดินทางถึงบ้านเกิดของลุงสำรวย ทันทีที่รถจอดสนิท ญาติพี่น้องต่างพากันเดินเข้ามาต้อนรับ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
นายสุพจน์ หงษ์คำ น้องชายของลุงสำรวย เดินเข้ามามองพี่ชายอย่างใกล้ชิด ก่อนยืนยันกับทีมข่าวว่า จำพี่ชายของตนเองได้อย่างแน่นอน และมั่นใจว่าชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือพี่ชายคนโตที่พลัดพรากจากกันไปจริงๆ
แต่เพื่อความมั่นใจ สมาชิกในครอบครัวยังขอพิสูจน์อีกครั้ง โดยมีเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจให้กับทุกคน เมื่อหนึ่งในน้องชายของลุงสำรวยเดินเข้ามา ก่อนก้มลงถอดรองเท้าพี่ชายออก เพื่อตรวจสอบเอกลักษณ์สำคัญที่จำได้ไม่เคยลืม นั่นคือ นิ้วเท้าที่มีลักษณะไขว้กันระหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้เท้า ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของลุงสำรวยทั้งสองข้าง
ทันทีที่ตรวจสอบพบลักษณะดังกล่าว ความมั่นใจของครอบครัวก็ยิ่งชัดเจน น้องชายคนสุดท้อง ยืนยันว่า นี่คือพี่ชายคนโตของตนเองอย่างแน่นอน ไม่ใช่ใครอื่น
จากนั้นญาติพี่น้องต่างพากันเข้ามาพูดคุย สอบถามสารทุกข์สุกดิบ ถามถึงเหตุผลที่หายหน้าหายตาไปนานจนทุกคนเคยคิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว
ครอบครัวของลุงสำรวยมีพี่น้องทั้งหมด 8 คน ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว 3 คน ยังมีพี่น้องที่เหลืออยู่รวมลุงสำรวยอีก 5 คน ทำให้การกลับมาครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อครอบครัว เพราะเป็นการได้กลับมาพบหน้าพี่ชายคนโตอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปเป็นเวลานาน
หลังจากการต้อนรับและพูดคุยกันอย่างอบอุ่น ครอบครัวยังจัดเตรียมอาหารไว้ต้อนรับอย่างเต็มที่ ทั้งต้มไก่ แกงไก่ ส้มตำปลาร้า ข้าวเหนียว และกับข้าวอีกหลายอย่าง เป็นอาหารพื้นบ้านที่ญาติพี่น้องตั้งใจทำไว้ต้อนรับการกลับมาของพี่ชายคนโต
ภาพที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางกลับบ้านของชายคนหนึ่ง แต่เป็นภาพของครอบครัวที่ได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง หลังการพลัดพรากอันยาวนาน
ด้าน นายรัฐยุทธ์ ประโพธิ์ธาณัง ปลัดอำเภอกุดชุม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบประวัติและข้อมูลยืนยันตัวบุคคลของลุงสำรวยแล้ว โดยจะเริ่มจากการสืบค้นข้อมูลทะเบียนราษฎร ตรวจสอบสถานที่เกิด และประวัติการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในอดีต
เบื้องต้นยังไม่พบข้อมูลชัดเจนว่าขณะเกิดบิดามารดาได้นำลุงสำรวยไปแจ้งเกิดและลงทะเบียนราษฎรไว้ที่บ้านเลขที่ใด จึงต้องตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังอย่างละเอียด
อย่างไรก็ตาม ยังมีเบาะแสสำคัญที่เจ้าหน้าที่จะนำไปสืบค้นต่อ คือประวัติการขึ้นทะเบียนทหารเมื่ออายุประมาณ 17 ปี และประวัติการเข้ารับการตรวจเลือกทหารเมื่ออายุประมาณ 21 ปี ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลตัวบุคคลและนำไปสู่การจัดทำบัตรประชาชน
หากสามารถค้นพบหลักฐานทางทะเบียนหรือเอกสารราชการที่ยืนยันตัวบุคคลได้ ก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขอมีบัตรประชาชนได้ โดยไม่จำเป็นต้องตรวจ DNA แต่หากไม่สามารถค้นหาหลักฐานได้จริงๆ ก็จะใช้กระบวนการตรวจพิสูจน์ DNA เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดต่อไป
ปลัดอำเภอกุดชุมยืนยันว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันช่วยเหลือและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ลุงสำรวยได้รับการพิสูจน์ตัวตนและกลับคืนสู่ระบบทะเบียนราษฎรอย่างถูกต้อง
สำหรับภารกิจครั้งนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาหลักสูตรภูเก็ตสร้างชาติ รุ่นที่ 1 (นสช.สร้างชาติ ภูเก็ตรุ่นที่1 NBI) ที่ร่วมกันระดมทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพื่อให้ลุงสำรวยได้กลับบ้านเกิดและพบหน้าครอบครัวอีกครั้ง
โดยมีทีมข่าว พี่ซัน หรือ สมชาย สังข์สนธ์ ผู้สื่อข่าวจากจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับนายสุทา ประทีป ณถลาง อดีต สส.จังหวัดภูเก็ต เป็นผู้อาสาขับรถพาลุงสำรวยเดินทางไปส่งถึงบ้านด้วยตนเอง
ขณะที่พี่พงศ์ ทีมข่าวจากจังหวัดสุรินทร์ และพี่ยุทธ์ จากจังหวัดยโสธร ทำหน้าที่ประสานงานเชื่อมต่อระหว่างทีมข่าว ญาติพี่น้อง และหน่วยงานภาครัฐ จนทุกอย่างสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี
จากชายคนหนึ่งที่เคยพลัดพรากจากบ้านเกิด สู่การเดินทางเกือบ 1,500 กิโลเมตร เพื่อกลับมาพบหน้าพี่น้องอีกครั้ง
ค่ำคืนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 จึงเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับลุงสำรวย เพราะอย่างน้อยวันนี้เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป แต่ได้กลับมาอยู่ท่ามกลางครอบครัว ญาติพี่น้อง และคนที่ยังคงรอคอยเขาอยู่ที่บ้านเกิด
ภารกิจพากลับบ้านสำเร็จแล้ว! แต่ภารกิจต่อจากนี้ คือการช่วยให้ลุงสำรวยได้มีตัวตนอย่างสมบูรณ์ในทางกฎหมาย และได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะคนไทยอย่างที่ควรจะเป็น
นี่คือพลังของน้ำใจคนไทย ที่ไม่ปล่อยให้ใครคนหนึ่งต้องต่อสู้กับชีวิตเพียงลำพัง ทีมข่าวต้องรีบเดินทาง กลับ ภูเก็ตเพราะยังมีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ที่ต้องทำให้ฝันของใครคนหนึ่งที่พัดภาคจากบ้านเกิด เป็นจริงต่อไป
Advertisement