
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ชาวบ้านจากหลายอำเภอในจังหวัดปราจีนบุรี กว่า 200 คน รวมตัวกันบริเวณหน้าบริษัท ซึ่งประกอบกิจการฝังกลบกากอุตสาหกรรม หลังเกิดปัญหาน้ำปนเปื้อนคราบน้ำมันและสารมลพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านในช่วงเกิดอุทกภัยที่ผ่านมา จนเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีคล้ายสายรุ้ง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าแม่น้ำ 7 สี
การรวมตัวครั้งนี้ ชาวบ้านต่างถือป้ายข้อความเรียกร้องความเป็นธรรม พร้อมนำพริกและเกลือมาเผาส่งสัญลักษณ์แสดงความไม่พอใจ เพื่อทวงถามความคืบหน้าจากนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หลังจากเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานและรับปากว่าจะเร่งตรวจสอบ พร้อมให้คำตอบเรื่องการปิดโรงงานภายใน 7 วัน แต่จนถึงขณะนี้ชาวบ้านยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับวิกฤตกากอุตสาหกรรมและมลพิษในจังหวัดปราจีนบุรี
ด้านนางสาวศิริพร ฉายวัฒนะ ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า วันนี้ประชาชนเดินทางมารอคำตอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตามที่เคยรับปากว่าจะให้คำตอบภายใน 7 วัน ว่าจะดำเนินการปิดโรงงานหรือไม่ แม้ปัจจุบันโรงงานจะถูกสั่งหยุดประกอบกิจการตามมาตรา 39 วรรคสอง เป็นเวลา 3 เดือน แต่ชาวบ้านยังไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม แม้แต่ผ้าใบคลุมกองขยะก็ยังไม่สามารถปิดได้มิดชิด
ขณะเดียวกันยังมีความกังวลเกี่ยวกับน้ำสีดำที่ไหลกระจายเป็นวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ แต่ยังลุกลามไปถึงอำเภอศรีมโหสถ และมีความเสี่ยงที่จะไหลเข้าสู่อำเภอบ้านสร้าง
ส่วนกรณีการจัดกิจกรรมรับประทานปลาเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน มองว่าพื้นที่อำเภอประจันตคามแตกต่างจากพื้นที่ศรีมหาโพธิ ศรีมโหสถ และบ้านสร้าง ซึ่งกำลังเผชิญปัญหามลพิษทางน้ำ จึงไม่ควรนำกิจกรรมดังกล่าวมาใช้สร้างความเชื่อมั่นโดยไม่มีผลตรวจยืนยันความปลอดภัยของสัตว์น้ำ พร้อมย้ำว่า โรงงานที่เคยได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการ ก็สามารถถูกสั่งปิดได้เช่นกัน โดยเฉพาะโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำและเป็นพื้นที่รับน้ำ หากเกิดน้ำท่วมซ้ำ ปัญหามลพิษก็อาจกลับมาเกิดขึ้นอีก จึงต้องการให้รัฐมนตรีสั่งปิดโรงงานอย่างถาวร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
ขณะที่นายสุนทร คมคาย กล่าวว่า การปิดโรงงานต้องดำเนินการตามหลักวิชาการ มีมาตรการควบคุมและจัดการปัญหามลพิษ รวมถึงต้องมีการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้เรียบร้อย ไม่ใช่เพียงสั่งปิดแล้วปล่อยให้ปัญหาตกอยู่กับชาวบ้าน
โดยข้อเสนอของภาคประชาชนต้องการให้สั่งปิดโรงงานทั้ง 2 แห่งอย่างถาวร ตามมาตรา 39 วรรคสาม เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำ ซึ่งไม่เหมาะสมกับการประกอบกิจการประเภทดังกล่าว โดยเฉพาะในสถานการณ์สภาพภูมิอากาศแปรปรวนและมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมรุนแรงซ้ำอีกในอนาคต
พร้อมทวงถามคำมั่นของรัฐมนตรีที่เคยรับปากว่าจะให้คำตอบภายใน 7 วัน ว่าจะปิดโรงงานหรือมีแนวทางแก้ไขอย่างไร แต่จนถึงวันนี้ผ่านมากว่า 10 วันแล้ว กลับยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข
ท้ายที่สุด ภาคประชาชนเตรียมยื่นข้อเสนอตามมาตรา 9 เพื่อขอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาดูแลแก้ไขปัญหา เนื่องจากเห็นว่าปัญหามลพิษครั้งนี้มีความรุนแรงและกระทบประชาชนหลายพื้นที่ เกินกว่าที่หน่วยงานระดับภูมิภาคจะแก้ไขได้เพียงลำพัง โดยต้องเป็นคณะทำงานที่มีอำนาจตัดสินใจ ทั้งด้านงบประมาณ เครื่องมือเครื่องจักร และการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งแก้ไขวิกฤตมลพิษและคืนความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
Advertisement