Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
แพทย์ มช. เตือนระวัง "แมลงก้นกระดก" หน้าฝน ห้ามบี้-ปัด เสี่ยงผิวอักเสบ

แพทย์ มช. เตือนระวัง "แมลงก้นกระดก" หน้าฝน ห้ามบี้-ปัด เสี่ยงผิวอักเสบ

26 ต.ค. 69
11:45 น.
แชร์

แพทย์ มช. เตือน ระวัง "แมลงก้นกระดก" ช่วงหน้าฝน- หลังฤดูฝน อย่าบี้หรือปัดแรง เสี่ยงผิวหนังอักเสบ เป็นแผล

ช่วงฤดูฝนและหลังฤดูฝน โดยเฉพาะเดือนตุลาคมถึงธันวาคม เป็นช่วงที่ควรระมัดระวัง “แมลงก้นกระดก” มากเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนชื้นและฝนตกเอื้อต่อการเพิ่มจำนวนและการออกหากินของแมลงชนิดนี้ โดยมักพบแมลงบินเข้าหาแสงไฟในช่วงหัวค่ำถึงกลางคืน โดยเฉพาะบริเวณบ้านหรือห้องพักที่อยู่ใกล้ทุ่งนา แหล่งน้ำ หรือพื้นที่ที่มีพืชพรรณหนาแน่น

สารพิษที่อยู่ภายในตัวแมลงสามารถทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบได้ จึงควรทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดผื่น อาการที่ต้องสังเกต วิธีดูแลผิวหนังเมื่อสัมผัสสารพิษ และแนวทางป้องกันไม่ให้แมลงเข้ามาภายในบ้าน

ผื่นผิวหนังอักเสบจากด้วงก้นกระดกเกิดจากการสัมผัสสารพิษชื่อ พีเดอริน (Pederin) ซึ่งอยู่ในของเหลวภายในตัวแมลง เมื่อแมลงถูกบื้ หรือ กด บนผิวหนัง สารพิษจะถูกปล่อยออกมาและทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบ

สารพีเดอรินมีฤทธิ์ทำลายเซลล์ชั้นหนังกำพร้าโดยตรง จึงทำให้ผิวหนังเกิดรอยแดง บวม แสบร้อน มีตุ่มน้ำ หรือผิวลอกคล้ายแผลไหม้ได้ บางรายอาจเกิดผิวหนังถลอกเป็นแนวยาวตามบริเวณที่บี้หรือถูแมลง โดยหากสัมผัสสารพิษมากและล้างออกล่าช้า อาการอาจรุนแรงขึ้นได้

นอกจากบริเวณที่สัมผัสแมลงโดยตรงแล้ว ผื่นยังสามารถเกิดขึ้นบริเวณอื่นได้ หากสารพิษติดมือ เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน หรือสิ่งของ แล้วถูกถ่ายไปยังผิวหนังส่วนอื่น อย่างไรก็ตาม สารพิษไม่ได้แพร่กระจายผ่านกระแสเลือด และผื่นชนิดนี้ไม่ติดต่อจากคนสู่คน การล้างมือและผิวหนังบริเวณที่สัมผัสสารพิษทันทีจึงช่วยลดการกระจายของสารพิษได้

หลังสัมผัสสารพิษจากแมลงก้นกระดก ผื่นมักไม่ปรากฏให้เห็นในทันที แต่อาจเริ่มมีอาการแสบ คัน หรือแดงภายในประมาณ 12–36 ชั่วโมง และเห็นชัดขึ้นในช่วง 24–48 ชั่วโมง หลังสัมผัส จากนั้นอาจเกิดตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองในอีก 2–4 วัน

ผื่นบางลักษณะอาจเกิดเป็นคู่บนผิวหนังสองด้านที่สัมผัสกัน เรียกว่า Kissing lesion หรือแผลจูบกัน เช่น บริเวณข้อพับแขน ต้นขาด้านใน หรือเปลือกตาบนกับล่าง เนื่องจากสารพิษจากผิวหนังด้านหนึ่งถ่ายไปยังผิวหนังอีกด้านเมื่อประกบกัน

หากผื่นมีเพียงรอยแดงหรืออาการแสบร้อนเล็กน้อยในบริเวณจำกัด สามารถดูแลเบื้องต้นได้ด้วยการล้างผิวหนังด้วยสบู่อ่อนและน้ำสะอาดอย่างทั่วถึง โดยไม่ขัดหรือถูแรง จากนั้นประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการ

อย่างไรก็ตาม หากมีตุ่มน้ำหรือแผลถลอกเป็นบริเวณกว้าง ปวดมาก บวมมาก มีไข้ มีหนอง รอยแดงลุกลาม หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม

หากผื่นเกิดบริเวณใบหน้า รอบดวงตา หรืออวัยวะสำคัญ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรณีที่สารพิษเข้าตา เพราะอาจทำให้เกิดเปลือกตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ หรือกระจกตาอักเสบได้ หากสารพิษเข้าตา ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที ห้ามขยี้ตา และควรพบแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการตาแดง ปวดตา ตามัว หรือแพ้แสง

การรักษาผื่นจากด้วงก้นกระดก ต้องทำอย่างไร?

การรักษาโดยทั่วไปประกอบด้วยการล้างสารพิษออกจากผิวหนัง การประคบเย็น และการดูแลแผลให้สะอาด โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทาเพื่อลดการอักเสบ รวมถึงยาแก้คันหรือยาแก้ปวดตามอาการ

ส่วนยาปฏิชีวนะจะใช้เฉพาะกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ไม่จำเป็นต้องใช้ในผู้ป่วยทุกราย สำหรับผื่นที่มีอาการเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา

สิ่งสำคัญคือไม่ควรซื้อยาสเตียรอยด์ชนิดแรง ยาผสมหลายชนิด หรือยาปฏิชีวนะมาใช้เอง โดยเฉพาะเมื่อผื่นเกิดบริเวณใบหน้า รอบดวงตา หรืออวัยวะเพศ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทายาสีฟัน ยาหม่อง สมุนไพร สารเคมี หรือยาที่ไม่ทราบส่วนประกอบ เพราะอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองเพิ่มเติมได้

หากเกิดผื่นขึ้นแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการเกาหรือแกะสะเก็ด เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากการเกาอาจทำให้ผิวหนังถลอกและตุ่มน้ำแตก เปิดทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่แผลได้ ควรตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงการเกาหรือแกะสะเก็ด และรักษาความสะอาดของแผล

โดยทั่วไป อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 7–14 วัน แต่อาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์ในรายที่มีอาการรุนแรง หลังผื่นหายอาจเหลือรอยดำ ซึ่งค่อย ๆ จางลงภายในหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน โดยทั่วไปมักไม่เกิดแผลเป็น แต่หากผื่นรุนแรง มีการเกา แกะ หรือเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม ก็อาจทำให้เกิดแผลเป็นได้

หากแมลงก้นกระดกเกาะบนผิวหนัง อย่าตบหรือบี้

เมื่อพบแมลงก้นกระดกเกาะอยู่บนผิวหนัง สิ่งแรกที่ควรทำคืออย่าตบ บี้ หรือขยี้แมลง เนื่องจากอาจทำให้ตัวแมลงแตกและปล่อยสารพิษออกมา ส่วนการปัดแรง ๆ ก็อาจทำให้แมลงถูกบดกับผิวหนังได้เช่นกัน

วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเป่าแมลงออกเบา ๆ หรือใช้กระดาษหรือวัตถุช่วยเขี่ยออกอย่างนุ่มนวล โดยไม่กดตัวแมลง จากนั้นล้างผิวหนังและมือด้วยสบู่อ่อนกับน้ำสะอาด

หากเผลอบี้แมลงบนผิวหนังไปแล้ว ควรรีบล้างบริเวณนั้นทันทีด้วยน้ำไหลและสบู่อ่อนอย่างทั่วถึง โดยไม่ขัดหรือถูแรง รวมถึงล้างมือ ทำความสะอาดเสื้อผ้า และสิ่งของที่อาจเปื้อนสารพิษ เพื่อป้องกันการถ่ายสารไปยังผิวหนังบริเวณอื่น

บ้านแบบไหนเสี่ยงพบแมลงก้นกระดก และแสงไฟเกี่ยวข้องอย่างไร?

แมลงก้นกระดกมักพบได้ในบริเวณที่พักอาศัยใกล้ทุ่งนา แหล่งน้ำ พื้นที่ชื้น หรือบริเวณที่มีพืชหนาแน่น รวมถึงห้องพักที่เปิดประตูหรือหน้าต่างในเวลากลางคืน ไม่มีมุ้งลวด และเปิดไฟสว่างใกล้ช่องทางเข้าบ้าน แสงไฟมีส่วนดึงดูดแมลงก้นกระดกให้บินเข้ามาภายในบ้าน โดยเฉพาะแสงสว่างจ้า แสงสีขาว และแสงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลต จึงมักพบแมลงบินเข้าบ้านในช่วงหัวค่ำและกลางคืน

การปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดโอกาสสัมผัสแมลงได้ โดยสามารถป้องกันได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

• ติดตั้งมุ้งลวดในบ้าน

• ปิดไฟที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะไฟใกล้หน้าต่าง

• ใช้ม่านเพื่อลดแสงไฟที่ลอดออกนอกบ้าน

• หลีกเลี่ยงการวางเตียงใต้หลอดไฟหรือใกล้หน้าต่าง

• ตรวจสอบเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และเครื่องนอนก่อนนำมาใช้

• ลดพืชรกและแหล่งความชื้นรอบบ้าน

พบแมลงก้นกระดกในบ้าน กำจัดอย่างไรให้ปลอดภัย?

หากพบแมลงก้นกระดกภายในบ้าน ควรหลีกเลี่ยงการจับด้วยมือโดยตรงหรือบี้แมลง สามารถใช้ภาชนะครอบแล้วสอดกระดาษรองเพื่อนำไปปล่อยนอกบ้าน หรือใช้เครื่องดูดฝุ่น จากนั้นนำถุงหรือกล่องเก็บฝุ่นไปกำจัดอย่างระมัดระวัง

แม้แมลงก้นกระดกจะเป็นแมลงที่ไม่ได้กัดหรือต่อยคน แต่สารพีเดอรินภายในตัวแมลงสามารถทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ แสบร้อน ตุ่มน้ำ และแผลได้ การหลีกเลี่ยงการบี้แมลง การรีบล้างผิวหนังเมื่อสัมผัสสารพิษ และการป้องกันไม่ให้แมลงเข้ามาภายในบ้าน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและหลังฤดูฝน

ขอบคุณข้อมูลจาก:ผศ.พญ.สลิล กีรติกานนท์ อาจารย์ประจำหน่วยวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ภาพ /ข่าว :งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/mwgnK

Advertisement

แชร์
แพทย์ มช. เตือนระวัง "แมลงก้นกระดก" หน้าฝน ห้ามบี้-ปัด เสี่ยงผิวอักเสบ