
รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ รองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต แถลงข่าวเตรียมความพร้อมรับมือน้ำเหนือที่กำลังไหลลงสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
อ.เสรี กล่าวว่า ขณะนี้สังคมเกิดความสับสน เนื่องจากหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จึงต้องให้ความสำคัญกับระบบเตือนภัย โดยมีทั้ง T-Alert ซึ่งเป็นระบบแจ้งเตือนภัยระดับประเทศ และ L-Alert ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนในระดับท้องถิ่น โดยท้องถิ่นสามารถใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ได้โดยตรง
อ.เสรี ระบุว่า ขณะนี้มวลน้ำเหนือที่จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณประมาณ 2,400-2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยศูนย์ภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แจ้งเตือนสถานการณ์ฝนตกหนักมาตั้งแต่วันที่ 22-26 กันยายน และมีการแจ้งเตือนต่อเนื่องวันละ 3 รอบ
แต่สิ่งที่ต้องถามต่อคือ เมื่อท้องถิ่นได้รับข้อมูลแจ้งเตือนแล้ว มีการนำข้อมูลไปเตือนประชาชนและเตรียมความพร้อมในพื้นที่มากน้อยเพียงใด เพราะท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่รู้รายละเอียดของพื้นที่ดีที่สุด
ส่วนคำถามว่าน้ำเหนือปีนี้จะรุนแรงเหมือนปี 2554 หรือไม่ อ.เสรี ระบุว่า มีปัจจัยสำคัญที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยปี 2554 ปริมาณฝนสะสมในภาคเหนืออยู่ที่ประมาณ 1,600 มิลลิเมตร ขณะที่ปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,200 มิลลิเมตร ส่วนภาคกลาง ปี 2554 มีฝนสะสมประมาณ 1,400 มิลลิเมตร ขณะที่ปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,000 มิลลิเมตร
นอกจากนี้ ในปี 2554 เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งในภาคเหนือมีปริมาณน้ำเต็มความจุ แต่ปีนี้สถานการณ์ไม่เหมือนกัน ขณะที่ปริมาณน้ำหลากสะสมที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ ปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนปีนี้อยู่ที่ประมาณ 4,300 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือต่ำกว่าปี 2554 ประมาณ 66%
สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านนครสวรรค์ ปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 4,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปัจจุบันอยู่ที่ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
อ.เสรี ประเมินว่า จากปริมาณน้ำที่แตกต่างจากปี 2554 กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับผลกระทบจากน้ำเหนือน้อยกว่า แต่พื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี และพื้นที่ตอนบน ยังมีความเสี่ยง ขณะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้องเฝ้าระวังเพราะจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
โดยเขื่อนเจ้าพระยารับน้ำได้ประมาณ 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากเกินระดับ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเริ่มมีผลกระทบรุนแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อ.เสรี ย้ำว่า แม้น้ำเหนือจะมีปริมาณน้อยกว่าปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ชายขอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกัน
อ.เสรี เสนอแนวทางรับมือภัยพิบัติด้วยหลัก "3 Helps" คือ ช่วยเหลือตัวเองและครอบครัว ช่วยเหลือกันในชุมชน และได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เนื่องจากภัยพิบัติในอนาคตมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
ส่วนกรณีลูกเห็บตกในพื้นที่กรุงเทพฯ อ.เสรี อธิบายว่า เกิดจากสภาพอากาศในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล เมื่อความกดอากาศสูงปะทะกับความร้อนสะสมบริเวณพื้นดินซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และแม้กำลังเข้าสู่ฤดูหนาว แต่สภาพอากาศยังไม่หนาวเย็น จึงต้องติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง
ส่วนประเด็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ภัยน้ำท่วมครั้งนี้เป็นใคร หรือต่างคนต่างทำ ทาง อ.เสรี เปิดเผยว่า มีกฎหมายกำหนดไว้ขึ้นกับระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ ยกตัวอย่างเช่นเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นจะเป็นนายอำเภอ ส่วนถ้าเป็นอบต. นายกฯ อบต.จะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ หากภัยขยายออกมาเป็นจังหวัด อย่างที่จ.เชียงราย ผู้ว่าฯ จะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ส่วนถ้าภัยขยายจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัด มท.1 จะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ส่วนถ้าภัยทั้งประเทศ ผู้บัญชาการแห่งการคือนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ที่การตัดสินใจว่าภัยที่เกิดขึ้นใครจะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ /ส่วนกรณีภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดรอบนี้ ตนได้ประสานไปว่าควรจะยกระดับเป็นภัยระดับ 3 หรือไม่ เนื่องจากผู้ว่าฯ เอาไม่อยู่แล้ว แต่พอดีมท.1 เป็นท่านนายกฯ ซึ่งอยู่ต่างประเทศ มันก็เป็นประเด็น ซึ่งตนไม่อยากพูดเนื่องจากตอนนั้นผู้ว่าฯ มองว่าภัยอยู่ในระดับ 2
ส่วนการตั้งคณะทำงานที่นายกฯ ตั้งขึ้นมา และมีทางกระทรวงกลาโหมมาคุมและกำกับน้ำในกทม.จะทำให้เป็นการทำงานซ้ำซ้อน และลดบทบาทใครหรือไม่ อ.เสรีระบุว่า เรามีคณะทำงานหลายคณะมาก และมีหน้าที่เหมือนกัน อย่างกรณีภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีการ ใช้ระเบียบสำนักนายกฯแต่งตั้งรัฐมนตรีท่านหนึ่งไปคุมสถานการณ์ หลังจากนั้น มีการประกาศภาวะฉุกเฉินให้แม่ทัพภาค 4 ทำหน้าที่ ซึ่งหมายความว่าเราละเลยในปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ซึ่งการให้ทหารเข้าไปทำงาน ส่วนตัวมองว่ามันอยู่ในกลไกในพรบดังกล่าวอยู่แล้วและสามารถเรียกใช้ได้เลย ส่วนจะตั้งทหารเข้ามาด้วยเหตุผลใด ตนไม่รู้ขอให้ไปคิดดูกันเอง
Advertisement