
นายไทกร พลสุวรรณ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งข้อสังเกตกรณีนายประเสริฐ จันทรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามแต่งตั้งนายสุเทพ แก่นสันเทียะ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยระบุว่า คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้มีหน้าที่และอำนาจในการกลั่นกรอง ประสาน และติดตามงานภายในกระทรวงศึกษาธิการ
นายไทกรระบุว่า การกำหนดหน้าที่ดังกล่าวมีขอบเขตกว้าง ตั้งแต่การกลั่นกรองเอกสารหรือเรื่องที่จะเสนอรัฐมนตรี การประสานบุคคลและหน่วยงานภายในกระทรวง ตลอดจนการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า อำนาจหน้าที่ดังกล่าวครอบคลุมการทำงานในภาพรวมของกระทรวง
พร้อมกันนี้ นายไทกร ยังนำประวัติการแต่งตั้งหัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีในช่วงที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเปรียบเทียบ โดยระบุว่าในขณะนั้นมีการแต่งตั้งอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นหัวหน้าคณะทำงานเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้กำหนดอำนาจด้านการกลั่นกรอง ประสาน และติดตามไว้ในลักษณะเดียวกับคำสั่งครั้งนี้
นายไทกรยังตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองของนายสุเทพ โดยระบุว่าเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับตระกูลชิดชอบ และเชื่อมโยงการแต่งตั้งครั้งนี้กับสิ่งที่เรียกว่า “บุรีรัมย์โมเดล” พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางทางการเมืองของนายประเสริฐ และกระแสข่าวเกี่ยวกับการย้ายพรรค
โดยช่วงหนึ่งของโพสต์ นายไทกรตั้งคำถามว่า “พรรคเพื่อไทยที่รับผิดชอบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ...เวลานี้ พรรคสีน้ำเงิน บ้านใหญ่บุรีรัมย์สามารถวางคนของตนเองไว้กลางศูนย์อำนาจการบริหารกระทรวงศึกษาธิการแล้ว” พร้อมตั้งคำถามต่อว่า “นายใหญ่-นายน้อย จะว่ายังไง?”
นายไทกรยังทิ้งท้ายด้วยการตั้งข้อสังเกตถึงดุลอำนาจทางการเมืองว่า “หรือวันนี้ นายใหญ่-นายน้อย จากบ้านจันทร์ส่องหล้า จะหมดอำนาจบารมีลงจริงๆ” จนทำให้เกิดคำถามถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในกระทรวงศึกษาธิการ
ขณะที่กระแสข่าวภายในกระทรวงศึกษาธิการต่อกรณีดังกล่าว ยังคงจับตาไปที่ขอบเขตอำนาจของนายสุเทพ หลังได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ทั้งกลั่นกรอง ประสาน และติดตามงานในภาพรวมของกระทรวง โดยมีเสียงสะท้อนว่าเป็นการให้อำนาจที่ครอบคลุมการทำงานในหลายส่วนของกระทรวง จนถูกตั้งคำถามว่าอาจกลายเป็นอีกหนึ่ง “ศูนย์อำนาจ” ในกระทรวงศึกษาธิการ
โดยเฉพาะการแต่งตั้งที่เกิดขึ้นทันทีหลังพ้นจากราชการเพียง 1 วัน ยิ่งทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกจับตาในแวดวงกระทรวงศึกษาธิการ และต้องติดตามว่าบทบาทของหัวหน้าคณะทำงานชุดนี้จะเข้ามามีส่วนต่อการบริหารงานของกระทรวงมากน้อยเพียงใด
Advertisement