
(12 ก.ย. 2569) นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เปิดเผยถึงกรณีที่มีการกล่าวถึง "กลุ่มไลน์ 12 คน" ว่า กลุ่มไลน์ดังกล่าวมีอยู่จริง โดยช่วงปี 2565 มีการพูดคุยและชักชวนกันไปทำงานการเมือง รวมถึงลงสมัคร สส. และมีการเจรจากับพรรคการเมืองต่างๆ แต่ตนไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 12 คน เนื่องจากไม่มีความประสงค์ที่จะเล่นการเมืองตั้งแต่แรก หากต้องการเข้าสู่การเมืองคงตัดสินใจไปนานแล้ว และคงไม่มาทำงานช่วยเหลือคนมานานกว่า 10 ปี
โดยในช่วงเวลาดังกล่าวตนก็เคยถูกชักชวนให้ไปลงการเมืองเช่นกัน รวมถึง ทนายเกิดผล แก้วเกิด และทนายความอีกหลายคน โดยมีการพูดคุยกันถึงการลงสมัครและเรื่องทุนสนับสนุน ก่อนจะมีการไปเจรจากับพรรคการเมือง แต่สุดท้ายการเจรจาไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้จึงแยกย้ายกันไป
โดยในช่วงเวลาดังกล่าวตนก็เคยถูกชักชวนให้ไปลงการเมืองเช่นกัน รวมถึงทนายเกิดผล แก้วเกิด และทนายความอีกหลายคน โดยมีการรวมกลุ่ม แต่ไม่ได้มีอุดมการณ์อะไรที่ลึกซึ้ง เป็นลักษณะของคนมีชื่อเสียงอยากทำการเมือง มีการพูดคุยกันถึงการลงสมัครและเรื่องทุนสนับสนุน ก่อนจะมีการไปหาแหล่งเงินทุน แต่สุดท้ายดีลล่ม ไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้จึงแยกย้ายกันไป
ส่วนกรณีทนายตั้มที่ออกมาเคลื่อนไหวและมีการแต่งตัวเป็นคอนเทนต์นั้น ทนายรณรงค์มองว่าเป็นการเรียกกระแสได้ดี ตนชื่นชอบที่ทนายตั้ม ไปช่วยเหลือผู้เสียหายเรื่องเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ จ.กาญจนบุรี เพราะทำให้สังคมกลับมาสนใจปัญหาเรื่องเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ รวมถึงอาจเชื่อมโยงไปถึงกองทุนหมู่บ้านและเงินสัจจะที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล โดยมองว่าเป็นการนำคอนเทนต์ของชาวบ้านไปสู่ประเด็นสาธารณะที่เป็นประโยชน์
ส่วนที่ทนายตั้มมีการดำเนินเรื่องมูลนิธิของ กัน จอมพลัง จะสามารถล้มได้หรือไม่ ทนายรณรงค์ระบุว่า ณ วันนี้ยังไม่ปรากฏ โดยประเด็นเรื่องลอตเตอรี่ก็ยังไม่ชัดว่าจะไปถึงขั้นใด และต้องติดตามว่าทนายตั้มจะมีข้อมูลอื่นทยอยออกมาอีกหรือไม่
ทนายรณรงค์มองว่า กัน จอมพลัง ถูกตรวจสอบมาหลายเรื่องแล้ว และหากจะมีประเด็นสำคัญที่ถูกตรวจสอบต่อ น่าจะเป็นเรื่อง "เงินบริจาค" โดยเฉพาะกรณีการนำเงินบริจาคไปซื้อสิ่งของมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ซึ่งเห็นว่าควรมีการชี้แจงว่าซื้ออะไร เหตุผลหรือความจำเป็นในการซื้อในราคาดังกล่าวเป็นอย่างไร และเงินถูกจัดสรรไปที่ใด หากไม่มีการชี้แจง ประเด็นนี้ถือว่าน่าเป็นห่วง
สำหรับมุมกฎหมาย ทนายรณรงค์ยกตัวอย่างกรณีของ ฌอน บูรณะหิรัญ ว่า ในครั้งนั้นตนดำเนินคดีเพราะตนเป็นผู้บริจาค จึงตั้งคำถามว่าในกรณีปัจจุบันทนายตั้มใช้สิทธิใดในการตรวจสอบ เป็นผู้บริจาคเองหรืออาศัยสิทธิของใครในการตรวจสอบ
ทนายรณรงค์ระบุว่า หากมีผู้บริจาคออกมาตรวจสอบอย่างจริงจัง สุดท้าย กัน จอมพลัง ก็อาจต้องไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันในศาล ซึ่งท้ายที่สุดอาจไม่ผิดก็ได้ แต่หากเรื่องไม่ได้เข้าสู่การตรวจสอบหรือพิสูจน์เลย ก็อาจยิ่งทำให้สังคมเกิดความไม่กระจ่าง เพราะจำนวนเงินที่ถูกพูดถึงมีมากกว่า 200 ล้านบาท
พร้อมย้ำว่าเข้าใจเจตนาของ กัน จอมพลัง ในช่วงที่ลงพื้นที่ชายแดน เพราะขณะนั้นทุกคนคงมองว่าเป็นการทำเพื่อประเทศชาติและให้การสนับสนุน แต่หลังจากนั้นเมื่อเกิดการตรวจสอบขึ้น ตนก็เข้าใจและเห็นใจทั้งสองฝ่าย พร้อมระบุว่าเคยคิดตั้งแต่วันที่กัน จอมพลัง ลงพื้นที่ชายแดนแล้วว่า สุดท้ายจะต้องมีคนเข้ามาตรวจสอบ
ส่วนความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทั้งสองฝ่าย ทนายรณรงค์ยืนยันว่าไม่ได้โกรธหรือเกลียดใคร และยังสามารถพูดคุยกันได้ เพียงแต่ช่วงนี้ไม่ได้ติดต่อหรือโทรศัพท์หากัน โดยตั้งใจว่าจะรอให้อารมณ์ของทุกฝ่ายนิ่งลงก่อน หากมีโอกาสเจอกันโดยไม่มีไมโครโฟนของนักข่าวก็ค่อยพูดคุยกัน รวมถึงในอนาคตก็อาจจะมีโอกาสร่วมมือกับทนายตั้มในการทำเรื่องเงินฌาปนกิจ
นอกจากนี้ ทนายรณรงค์ยังกล่าวติดตลกถึงกรณีที่มีการพูดถึงการนำขวดโคโลญจน์มาปาศีรษะว่า หากจะปาก็ขอให้ปาโดนตนคนเดียว และขอเป็นขวดที่ใช้หมดแล้ว เพราะหากยังไม่หมดขวดอาจมีน้ำหนักและทำให้เจ็บได้
Advertisement