
วันที่ 11 ก.ย.2569 พระใบฏีกาสราวุฒิ ฐานังกโร พระลูกวัดโพธิ์ลอย ตำบลพระนอน อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระนักสอนพระปริยัติธรรม ซึ่งบวชมาแล้ว 5 พรรษา เปิดเผยเรื่องราวชีวิตก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยย้อนเล่าว่า เมื่อกว่า 10 ปีก่อน เคยเป็นนักจัดรายการวิทยุชุมชนนครหลวง คลื่น 104.25 เมกะเฮิรตซ์ ใช้ชื่อในวงการว่า “ดีเจเอก สราวุฒิ” จัดรายการเพลงลูกทุ่งและได้รับความนิยมจากผู้ฟังในพื้นที่เป็นอย่างมาก
พระใบฏีกาสราวุฒิ เล่าว่า ช่วงที่ทำงานเป็นดีเจ ได้รู้จักกับ “สีกาเอ๋” เจ้าของร้านจำหน่ายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และอุปกรณ์การเกษตรในตลาดบางปะหัน อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเห็นว่าเป็นคนบุคลิกดี พูดจาไพเราะ มีมนุษยสัมพันธ์ และกล้าแสดงออก จึงชักชวนให้เข้ามาฝึกจัดรายการวิทยุที่สถานีวิทยุชุมชนนครหลวง พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์และสอนเทคนิคการจัดรายการให้
หลังจากฝึกฝนได้ไม่นาน สีกาเอ๋ สามารถจัดรายการได้อย่างคล่องแคล่ว และใช้ชื่อในวงการว่า “เอ๋ โชติมา” ก่อนจะพัฒนามาจัดรายการเพลงลูกทุ่งคู่กับ “ดีเจเอก” ในรูปแบบรายการ “ลูกทุ่งแพ็กคู่ ดีเจเอ๋–ดีเจเอก” จนได้รับความนิยมจากผู้ฟัง มีแฟนเพลงติดตามรับฟังจากหลายอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลายเป็นคู่ดีเจที่เป็นที่รู้จักในวงการวิทยุชุมชนในยุคนั้น
ต่อมาพระใบฏีกาสราวุฒิ กล่าวว่า เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานด้านสื่อ จึงหันเข้าสู่สนามการเมือง โดยลงสมัครสมาชิกสภาเทศบาลและได้รับเลือกตั้งมา 1 สมัย ก่อนจะเกิดความผิดหวังจากการเมือง ประกอบกับพี่สาวเคยตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า หากหายจากอาการป่วยจะให้ตนบวชพระเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
เมื่อพี่สาวหายป่วยตามที่ตั้งใจไว้ จึงตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ และหลังจากได้ศึกษาพระธรรมคำสอนอย่างต่อเนื่อง ก็เกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง จนตัดสินใจครองสมณเพศต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบัน พระใบฏีกาสราวุฒิทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมให้แก่เด็กและเยาวชนตามโรงเรียนต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยกล่าวว่ามีความสุขกับการครองผ้าเหลือง เพราะได้ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาและถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชน
ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา พระใบฏีกาสราวุฒิ กล่าวว่า ยอมรับว่ามีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ในลักษณะต่าง ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก จนบางครั้งไม่อยากติดตาม เพราะมองว่าเป็นเรื่องของบุคคล ไม่ควรนำไปเหมารวมกับวัดหรือพระพุทธศาสนาโดยรวม อย่างไรก็ตาม ข่าวที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในสายตาประชาชน
พระใบฏีกาสราวุฒิ ยังกล่าวถึงความเชื่อของคนโบราณเกี่ยวกับพระภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงในพระธรรมวินัย โดยในอดีตชาวบ้านบางพื้นที่มีความเชื่อและให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวอย่างมาก
ตามความเชื่อที่เล่าต่อกันมา หากพระภิกษุรูปใดต้องอาบัติปาราชิกและลาสิกขาแล้ว จะถูกมองว่าไม่สามารถกลับมาดำรงสถานะความเป็นพระได้อีก และในบางชุมชนอาจเกิดการรังเกียจหรือหลีกเลี่ยงการคบหาสมาคม ไม่ร่วมกิจกรรมทางศาสนา หรือแม้แต่การร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน
โดยเฉพาะในสังคมเกษตรกรรมสมัยก่อน ยังมีความเชื่อในบางพื้นที่ว่า ผู้ที่เคยต้องอาบัติปาราชิกไม่ควรเข้าไปเหยียบ “หัวคันนา” หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่เพาะปลูก เพราะเกรงว่าจะเป็นอัปมงคลและนำความเสียหายมาสู่ผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงมีความเชื่อว่าหากปล่อยน้ำจากแปลงนาของบุคคลดังกล่าวไหลเข้าสู่พื้นที่ของตน อาจทำให้พืชผลได้รับความเสียหาย
พระใบฏีกาสราวุฒิ ระบุว่า ความเชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของคนในอดีต ที่ให้ความสำคัญกับศีลและพระธรรมวินัยของพระสงฆ์อย่างเคร่งครัด และมองว่าการปาราชิกเป็นการขาดจากความเป็นพระโดยเด็ดขาด
ทั้งนี้ เรื่องราวดังกล่าวเป็นความเชื่อและวิถีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาในบางชุมชนในอดีต ขณะที่ในทางพระธรรมวินัย การต้องอาบัติปาราชิกมีหลักเกณฑ์และผลทางพระวินัยที่ชัดเจน โดยพระภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกย่อมขาดจากความเป็นภิกษุตามพระธรรมวินัย
พระใบฏีกาสราวุฒิ ทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวงการสงฆ์ในปัจจุบันควรถือเป็นบทเรียนให้พระภิกษุทุกรูปตระหนักถึงการรักษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันพุทธศาสนิกชนก็ควรแยกแยะระหว่างการกระทำของบุคคลกับหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อร่วมกันธำรงพระศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไป
Advertisement