Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026" ชวนถอดรหัส "คาวายันโมเดล"

"ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026" ชวนถอดรหัส "คาวายันโมเดล"

8 ก.ย. 69
20:59 น.
แชร์

"ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026" ชวนถอดรหัส "คาวายันโมเดล" เมื่อเมืองเกษตรกรรมกลางหุบเขา ก้าวสู่ต้นแบบสมาร์ตซิตี้สีเขียว ขับเคลื่อนด้วยหัวใจประชาชน

ในงาน "ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026” ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มีอาคันตุกะจากต่างประเทศอย่าง นายกเทศมนตรีเจซี (Mayor Caesar S. Dy, Jr. หรือ Mayor JC) ผู้นำรุ่นใหม่แห่งเมืองคาวายัน (Cauayan City) ประเทศฟิลิปปินส์ นำคณะเดินทางมาร่วมงาน พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การพัฒนาเมืองอัจฉริยะของคาวายัน ซึ่งได้รับการยกให้เป็นเมืองอัจฉริยะแห่งแรกของฟิลิปปินส์

นายกเทศมนตรีเจซี เปิดเผยว่า คาวายันทำให้คำว่า "Smart City" มีความหมายไปมากกว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพราะเมืองแห่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นเมืองเกษตรกรรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา ก็สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในระดับสากลได้ หากมีวิสัยทัศน์ที่ต่อเนื่อง และสิ่งสำคัญที่สุดคือ “การเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

ทั้งนี้ ชื่อ "คาวายัน" มีความหมายดั้งเดิมในภาษาท้องถิ่นว่า "ไม้ไผ่" โดยมีตำนานพื้นบ้านเล่าขานกันว่า ในอดีตมีผู้อัญเชิญรูปเคารพพระแม่มารีย์ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมจิตใจของชาวเมือง หายไปจากโบสถ์ ก่อนที่ชาวเมืองจะพบรูปเคารพดังกล่าวอีกครั้งในป่าไผ่หนาทึบรอบเมือง ตั้งแต่นั้นมา เมืองแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า "คาวายัน" เพื่อเป็นเกียรติแก่พระแม่มารีย์ผู้ปกปักรักษา

นายกเทศมนตรีเจซี กล่าวว่า เส้นทางสู่ความอัจฉริยะของ "เมืองป่าไผ่" เริ่มต้นขึ้นในปี 2558 ภายใต้วิสัยทัศน์ของอดีตนายกเทศมนตรีเบอร์นาร์ด ดี (Bernard Faustino L. Dy) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสวิตเซอร์แลนด์ โดยในปีดังกล่าว กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (DOST) เปิดตัวโครงการ "Smart Philippines" เพื่อค้นหาเมืองพันธมิตรสำหรับทดลองระบบดิจิทัล และคาวายันเป็นเมืองแรกที่อาสาเป็น "ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต" ในการทดสอบเทคโนโลยี

ขณะเดียวกัน นายกเทศมนตรีเบอร์นาร์ดได้นำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการของสหประชาชาติ หรือ SDGs มาผนวกเป็น "คำขวัญร่วม" ของชาวเมือง ควบคู่กับการวางรากฐานระบบดิจิทัลในสำนักงาน และพัฒนาแอปพลิเคชันแนะนำเมืองเบื้องต้น แม้ระบบในช่วงแรกจะยังไม่สมบูรณ์ แต่การทดลองระบบชำระเงินออนไลน์ร่วมกับมหาวิทยาลัยท้องถิ่นและ DOST ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น กลายเป็นการเตรียมความพร้อมครั้งสำคัญ

ผลจากการทดลองดังกล่าวทำให้คาวายันเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองของฟิลิปปินส์ที่มีช่องทางออนไลน์พร้อมรองรับประชาชนได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ก่อนนำบทเรียนจากวิกฤตดังกล่าวมาเร่งเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

เมื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคนายกเทศมนตรีเจซี (Caesar S. Dy, Jr.) นโยบายเมืองอัจฉริยะไม่ได้ถูกยกเลิก แต่กลับได้รับการต่อยอดผ่าน 3 โครงการหลักที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเมือง

โครงการแรก คือ ศูนย์ BIRDC (Business Intelligence Research and Development Center) ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลและไอทีหลักที่ร่วมมือกับ DOST สร้าง "เมืองคู่ขนานดิจิทัล" และพัฒนาระบบระบุพิกัดธุรกิจดิจิทัล เพื่อแสดงศักยภาพของเมืองต่อนักลงทุน แม้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนสามารถดึงดูดธุรกิจบริการข้อมูลลูกค้าระดับนานาชาติเข้ามาลงทุนและเปิดสำนักงานเป็นแห่งแรกของภูมิภาค

โครงการที่สอง คือ โรงคัดแยกขยะอัจฉริยะแบบอัตโนมัติ (Automated MRF) เพื่อแก้ปัญหาสำคัญด้านวัฒนธรรมที่ประชาชนไม่นิยมแยกขยะ เมืองจึงนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยคัดแยกขยะ อัปไซเคิลวัสดุรีไซเคิล และนำขยะอินทรีย์ไปแปรรูปเป็นปุ๋ยแจกจ่ายให้เกษตรกร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

ส่วนโครงการที่สาม คือ งานประชุมเมืองอัจฉริยะนานาชาติ (iScene) ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของนายกเทศมนตรีเจซีในการนำ "แนวปฏิบัติที่ดี" จากทั่วโลกมาแบ่งปันให้เมืองอื่นๆ โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมกับ สจล. เข้ามาช่วยออกแบบและวางรูปแบบ iScene พร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ของเมืองมาตั้งแต่ต้น

จากปีแรกที่มีผู้เข้าร่วมไม่ถึง 30 เมือง ปัจจุบันในปีที่ 3 มีเครือข่ายเมืองและจังหวัดทั่วฟิลิปปินส์เข้าร่วมกว่า 100 แห่ง ส่งผลให้คาวายันกลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสมาร์ตซิตี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว คือปรัชญาการพัฒนาที่คาวายันยึดถือมาตั้งแต่ต้น นั่นคือการไม่พึ่งพาเทคโนโลยีสำเร็จรูปจากภายนอก แทนที่จะซื้อนวัตกรรมสำเร็จรูปราคาแพงจากต่างประเทศ คาวายันเลือกสร้างนวัตกรรมจากคนท้องถิ่นผ่านโมเดล "สามประสาน" ระหว่างรัฐบาลเมือง มหาวิทยาลัยรัฐอีซาเบลา (Isabella State University) และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

พร้อมกันนี้ เมืองยังจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (TBI) เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยของนักศึกษาและอาจารย์มาใช้แก้ปัญหาจริงของเมือง แทนที่จะเป็นเพียงงานวิจัยที่อยู่บนหิ้ง

เมืองยังท้าทายคนรุ่นใหม่ด้วยคำถามว่า "หากคุณเป็นนายกเทศมนตรี คุณจะสร้างแอปพลิเคชันหรือแนวทางอะไรมาแก้ปัญหาเมือง?" พร้อมเปิดพื้นที่ Startup Cauayan ให้เช่าด้วยราคาย่อมเยา เพื่อเป็นสนามทดลองไอเดียธุรกิจ และมีกฎหมายท้องถิ่นรองรับเงินทุนตั้งต้น (Startup Funding) ให้ทีมผู้ชนะนำไปพัฒนาแอปพลิเคชันจนเสร็จสมบูรณ์

ปัจจุบันคาวายันกำลังบ่มเพาะสตาร์ตอัป 15 ราย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นคือ SynqBox ผู้พัฒนาระบบแผนที่ปักหมุดธุรกิจดิจิทัล และนวัตกรรม "ระบบแจ้งเตือนภัยไข้เลือดออกล่วงหน้าในชุมชน" (Community Dengue Early Warning System) ซึ่งใช้กล้องตรวจจับภาพลูกน้ำยุงลายและส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูล ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกับ AI เพื่อประเมินความหนาแน่นและความเสี่ยงในการเป็นพาหะนำโรค ก่อนส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังชุมชนโดยรอบได้อย่างทันท่วงที

นวัตกรรมท้องถิ่นดังกล่าวทำให้คาวายันติดอันดับ Top 50 จากการประกวด Bloomberg Global Mayors Challenge จากเมืองที่ส่งเข้าประกวดกว่า 630 เมืองทั่วโลก และได้รับทุนสนับสนุน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปพัฒนาระบบต่อไป

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ Exoid Robotics สตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ที่สามารถสร้างรายได้ถึง 2 ล้านเปโซ หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท ในปีแรก

อย่างไรก็ตาม เมืองคาวายันก็เคยประสบความล้มเหลวเช่นกัน เช่น แอปพลิเคชันเรียกรถสามล้อรับจ้าง (Tricycle App) ซึ่งมีแนวคิดใกล้เคียงกับระบบเรียกตุ๊กตุ๊กในไทย แม้แนวคิดจะดี แต่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากคนขับส่วนใหญ่ไม่มีสมาร์ตโฟนและไม่มีทุนเพียงพอสำหรับซื้อโทรศัพท์รุ่นที่จำเป็น โครงการจึงต้องยุติลง

นายกเทศมนตรีเจซี กล่าวว่า นวัตกรรมและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทั้งหมดจะไม่มีความหมาย หากปราศจากความเชื่อใจจากประชาชน โดยความโปร่งใสและกระบวนการมีส่วนร่วมถือเป็นรากฐานสำคัญของคาวายัน

เมืองจึงพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเปิดเผยธุรกรรมทางการเงินและมติสภาเมืองทั้งหมด ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา ควบคู่กับการสตรีมมิงผ่านรายการ Live Facebook ทุกวันของนายกเทศมนตรีเจซี เพื่อรับฟังความต้องการจากประชาชนโดยตรง

แม้กระบวนการรับฟังดังกล่าวจะช่วยให้เมืองเข้าใจปัญหาได้ตรงจุดจากระดับรากหญ้า แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สร้างความท้าทาย เมื่อประชาชนเรียกร้องสิ่งที่เกินขอบเขตอำนาจของรัฐบาลท้องถิ่น เช่น การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลาง จนบางครั้งเกิดความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลเมืองละเลยการปฏิบัติหน้าที่

นายกเทศมนตรีเจซี ชี้ว่า ทางออกเดียวที่จะข้ามผ่านข้อจำกัดดังกล่าว คือ "ความอดทนและสม่ำเสมอในการสื่อสารชี้แจง" ทั้งการลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชนย่อยทั้ง 65 แห่ง และการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สำหรับแผนพัฒนาเชิงรุก คาวายันวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อร้อยเรียงนวัตกรรมและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่นโยบายเมืองปลอดป้ายโฆษณาไวนิล โดยหันมาใช้จอดิจิทัล ควบคู่กับการกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตฟรี และการติดตั้งระบบดาวเทียม Starlink ให้ครอบคลุมชุมชนย่อยทั้ง 65 แห่ง แม้อยู่ในพื้นที่ป่าเขา โดยได้รับแรงสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจากรัฐบาลกลาง

นอกจากนี้ ยังมีแผนเนรมิตพื้นที่ต้นแบบสีเขียวขนาด 50 เฮกตาร์ หรือประมาณ 312 ไร่ ตามแนวคิดผังเมืองของสิงคโปร์และเกาหลีใต้ ที่เน้นทางเดินและทางจักรยานที่ปลอดภัย พร้อมกำหนดให้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ 100% เพื่อสร้างโมเดลตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้ชาวเมืองเห็น ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น

ขณะเดียวกัน เมืองเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลของทุกสำนักงานรัฐเข้าสู่ซูเปอร์แอปและระบบแดชบอร์ดเดียว เพื่อให้สามารถสั่งการด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Data-driven) ร่วมกับการใช้ระบบตรวจจับและจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรแบบไร้สัมผัส (Contactless Apprehension)

รวมถึงการวางแผนรับมือเชิงรุกต่อผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ และความร้อนสะสมจากดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วยกลยุทธ์การเริ่มต้นสร้างจากขนาดเล็ก และจัดตั้งในพื้นที่ชุมชนที่เหมาะสม เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน

นายกเทศมนตรีเจซี กล่าวว่า บทเรียนสำคัญที่สุดจากคาวายันไม่ใช่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่คือ "เจตจำนงทางการเมือง" และ "ความต่อเนื่องของนโยบาย" เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วการเมืองหรือเปลี่ยนตัวผู้นำ โครงการเก่ามักถูกพับทิ้งไปเสมอ

แต่สำหรับคาวายัน การส่งต่อนโยบายอย่างไร้รอยต่อจากอดีตนายกเทศมนตรีสู่นายกเทศมนตรีคนปัจจุบัน คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ประชาชนคุ้นเคยและปรับตัวเข้ากับระบบดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว เมืองยังนำเป้าหมาย SDGs ทั้ง 17 ประการ เข้าไปบรรจุในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงมหาวิทยาลัย โดยออกแบบเนื้อหาใหม่ให้เข้าใจง่ายในชื่อ "17 ความท้าทายสำหรับชาวคาวายันทุกคน" (17 Challenges for every Cauayeno) เพื่อบ่มเพาะและฝังแนวคิดเรื่องความยั่งยืนลงในใจของประชาชนตั้งแต่เด็กจนโต

นายกเทศมนตรีเจซี กล่าวว่า ความสำเร็จทั้งหมดนี้คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากขาดผู้นำที่พร้อมจะก้าวข้ามความกลัว เพื่อแลกกับอนาคตที่ดีกว่าของประชาชน พร้อมฝากแง่คิดว่า "ผู้นำบางคนกังวลว่าโครงการเทคโนโลยีจะสร้างความยากลำบากหรือสร้างความไม่พอใจจนทำให้พวกเขาเสียคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งถัดไป… แต่สำหรับผม มันดีกว่าที่เราจะได้ทดลองทำแล้วเห็นมันล้มเหลว ดีกว่าการที่เราไม่กล้าคิดลองทำอะไรเลย แล้วไม่มีวันรู้เลยว่ามันจะส่งผลดีต่อเมืองของเราหรือไม่"

นี่คือคำตอบว่า เหตุใดเมืองเกษตรกรรมเล็กๆ กลางหุบเขาแห่งนี้ จึงสามารถคว้าใจประชาชนและก้าวขึ้นเป็นเมืองอัจฉริยะบนเวทีโลกได้

ท้ายที่สุด ความเชื่อมโยงระหว่างคาวายันและไทยไม่ได้จบลงเพียงในงาน "ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026" แต่ยังต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายนำแอปพลิเคชันส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งพัฒนาโดย ดร.นนท์ อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจาก depa ร่วมกับ สจล. และต่อยอดจากความสำเร็จของ "นครศรีธรรมราชโมเดล" ไปใช้งานจริงควบคู่กับโครงข่ายอินเทอร์เน็ตฟรีของคาวายัน

ขณะเดียวกัน คาวายันพร้อมแบ่งปันนวัตกรรมด้านเกษตรอัจฉริยะและระบบโดรนในหุบเขาให้กับฝ่ายไทย นับเป็นต้นแบบของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

Advertisement

แชร์
"ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026" ชวนถอดรหัส "คาวายันโมเดล"