
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 21 ส.ค. 69 ที่วัดป่าอดุลยาราม ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในวัดว่า ยังคงมีประชาชนเดินทางเข้าพบ พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เพื่อให้กำลังใจจากกรณีข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อย่างต่อเนื่อง
ประชาชนที่เดินทางมาส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด หลายคนตั้งใจมาพบเจ้าอาวาสโดยเฉพาะ มีทั้งเดินทางมาเป็นครอบครัว และเป็นหมู่คณะ ในจำนวนนี้มีอดีตข้าราชการระดับสูง รวมถึงนักกฎหมายซึ่งมีโอกาสเดินทางมาว่าความที่ศาลจังหวัดขอนแก่นในวันนี้
ภายในกุฏิ พระครูอดุลสารนิเทศได้สนทนากับญาติโยมอย่างเป็นกันเอง มีสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมเล่าให้ผู้ที่มาถวายกำลังใจฟังว่า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะหลวงพ่อชนะมาหมดแล้ว ก่อนที่ญาติโยมจะร่วมทำบุญภายในวัด และทยอยเดินทางกลับ
ส่วนบรรยากาศบริเวณรอบวัด ประชาชนที่มาถวายกำลังใจหลวงพ่อบางส่วนได้นำตัวเลขอายุ 72 ปี ของหลวงพ่อไปเสี่ยงโชค ด้วยการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากพ่อค้าแม่ค้าที่เริ่มเข้ามาขายภายในวัดติดมือกลับไปด้วย
นายสุรัชน์ อินต๊ะแสน อายุ 51 ปี ชาว อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจเดินทางมาถวายกำลังใจหลวงพ่อโดยเฉพาะ หลังติดตามข่าวแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ถูกต้อง ในฐานะชาวพุทธและพุทธศาสนิกชนจึงต้องการมาให้กำลังใจ แม้ขณะนั่งดูข่าวทางโทรทัศน์อยู่ที่บ้านยังรู้สึกโมโห หากเป็นญาติของตนเองก็คงต่อว่าอย่างหนัก แม้จะเป็นย่าของตัวเองก็ตาม เพราะเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ถูกต้อง
นายสุรัชน์กล่าวว่า หลังจากได้ดูเอกสารจากสำนักพระพุทธศาสนาแล้ว มองอย่างไรก็เห็นว่าเป็นของวัด ไม่จำเป็นต้องพิจารณาอะไรมาก เพราะเชื่อว่าวัดดำเนินการอย่างถูกต้อง ด้วยจิตใจและแรงศรัทธาที่มีจึงเทใจให้ทางวัดทั้งหมด ตนเดินทางมาไกลกว่า 600 กิโลเมตร เพราะต้องการมาถวายกำลังใจหลวงพ่อด้วยตัวเอง
หลังได้พูดคุยกับหลวงพ่อ รู้สึกว่าท่านไม่เครียดแล้ว จึงกล่าวให้กำลังใจว่า “สู้ๆ นะครับ” ซึ่งหลวงพ่อได้ยิ้มและหัวเราะตอบกลับมา แสดงให้เห็นว่าท่านมีอารมณ์ดีขึ้น
“ในฐานะพุทธศาสนิกชน อยากฝากบอกป้าดาว่า หยุดเถอะ ตอนนี้พูดได้ แต่เดี๋ยวอีกหน่อยพูดไม่ได้นะ ถ้าปากเท่ารูเข็มจะยุ่ง ผมบอกแค่นี้”
นายสุรัชน์ กล่าวต่อว่า ใจจริงต้องการเตือนให้รู้ว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเชื่อ หากทำสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับวัดหรือพระ เมื่อตายไปจะกลายเป็นปากเท่ารูเข็ม พร้อมเชื่อว่าเรื่องนี้จะยุติลงในอีกไม่นาน หากทุกฝ่ายเอาจริงเอาจัง
นายสุรัชน์ ยอมรับว่า เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วรู้สึกมีอารมณ์ขึ้นมา หากได้พบป้าดาต่อหน้าก็จะบอกว่า “หยุดเถอะ” พร้อมตั้งคำถามในใจว่า ไม่มีลูกหลานหรือญาติพี่น้องคอยห้ามปราม และตักเตือนกันบ้างหรืออย่างไร
Advertisement